แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

Clip สอนพื้นฐาน เทคนิคัล ... ว่างๆ ลองดู สั้นๆ 10-15 นาที เข้าใจง่าย

Clip สอนพื้นฐาน เทคนิคัล ... ว่างๆ ลองดู สั้นๆ 10-15 นาที เข้าใจง่าย
5 ตอน !!!!
Technical Analysis พิชิตจังหวะลงทุน ตอนที่ 1 สร้างความมั่งคั่ง ด้วยความลับของการจับจังหวะลงทุน https://www.youtube.com/watch?v=CiPGzDtJEDU
Technical Analysis พิชิตจังหวะลงทุน ตอนที่ 2 ราคาเป้าหมาย ค้นหาได้ด้วย Trend Line https://www.youtube.com/watch?v=IHr3pNwnymI
Technical Analysis พิชิตจังหวะลงทุน ตอนที่ 3 ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ลงทุนด้วย Price Pattern https://www.youtube.com/watch?v=qaex_VBbjmE
Technical Analysis พิชิตจังหวะลงทุน ตอนที่ 4 จับจังหวะซื้อขายด้วย MACD https://www.youtube.com/watch?v=IBZ6y_ZPvOo
Technical Analysis พิชิตจังหวะลงทุน ตอนที่ 5 ซื้อมากเกิน ขายมากไป วิเคราะห์ได้ด้วย RSI https://www.youtube.com/watch?v=RLUihBD6JM8#t=20
สูตรในการเล่นหุ้นซิลลิ่ง(ผลรับรอง~50%)
-เปิดตลาดเช้าดูticker เลือกตัวที่เห็นบ่อยๆมา5ตัว
-EfinกดF6สแกนหุ้น ใส่ชื่อหุ้นมันจะบอก%CMPR
เปลี่ยนวิธี(วิธีนี้ได้ผล 80 เปอร์เซ็นต์)
-ตื่นมา 10.00 เปิดหน้า ticker คู่กับหน้า scan F6 นั่งจดหุ้นที่วิ่งเยอะ ๆ จนถีง 11 โมง แล้วเอามาเปรียบเทียบกับ F6 ว่ามีตัวไหนตรงกันบ้าง ดูตัวที่เปอร์เซ็น CMPR เยอะๆ เกิน 500 ยิ่งดี
-เก็บหุ้นไว้ในwatch list เราก็คอยตามดู%ในportfolioได้
(*CMPR = Compare Average Volume 5 วัน คือ %vol เทียบกับ เมื่อเทียบกับ 5 วันที่ผ่านมา เป็นการสะสมวอลุ่มที่มากขึ้นเรื่อยๆครับ หากสูงแสดงว่าเล่นกันเยอะในวันนั้น เช่น 500% คือ 5 เท่าของค่าเฉลี่ย 5 วัน)
-ควรเล่นในกลุ่มที่กำลังขึ้น และราคายังไปต่อได้ ฉะนั้นควรเล่นในช่วงตลาดขาขึ้น
-พวกที่จะซิลลิ่งได้ จะมีโวลุ่มไม่มาก และไม่ใช่หุ้นมหาชน(เพราะเจ้าลากไปซิลลิ่งไม่ไหว) ส่วนใหญ่ เป็นหุ้นตัวเล็กๆ
สรุปคือ พอมาดู พอร์ตโฟลิโอแล้ว เจอหุ้นที่วิ่งมาสัก 15 เปอร์เซ็นต์ เข้าเลย เข้าแล้วไม่ต้องตกใจ บางทีมันไหลลงมา 2-3 ช่อง ลงเร็ว เดี๋ยววิ่งต่อ เข้า15% แล้ว21%มักขายครึ่วนึงก่อน
-*วิธีเล่น คือ ทยอยขาย*
-watch list 5ตัว แต่เล่นจริงๆ2-3ตัวก็พอ
-ก่อนหน้าจะเล่น ดูแนวรับแนวต้านเก่าด้วยก็จะยิ่งดี ควรดูกราฟไว้ตั้งแต่คืนก่อนเปิดตลาด หาข่าวinside
-จุดสำคัญคือ ต้องคัทให้ทัน ภายใน 2-3 ช่อง โดยตั้งMP(market price)เลย
-ยกตย. อย่างหุ้น กลุ่มเนชัน(nmg nine nbc) วันศุกร์ม้นวิ่งไปสองตัว เชื่อมั้ยว่า วันอังคาร ตัวที่เหลือ ต้องมา
-สรุป**
กฏข้อแรก ดู ticker
กฏข้อสอง เล่นตอน 11 โมง
กฏข้อสาม เลือกหุ้นที่ได้เปอร์เซ็นต์จะซิลลิ่ง
กฏข้อที่สี่ ขายตรงซิลลิ่งให้ได้
(ช่วงเช้าๆบางที ที่โวลุ่มเข้า จะเป็นการซื้อหรือขายออก มันจะเหวี่ยงแรงๆ %CMPR อาจจะไม่ชัดเจน แต่พอ 11 โมง จะมีหุ้นตัวเด่นๆเริ่มฉายแววออกมา ช่วงบ่ายให้เข้าหุ้นที่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว
+รวยหุ้นด้วยกราฟ++
http://issuu.com/pairoj/docs/_______________-issuu
++คู่มือการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดย สุรชัย ไชยรังสินันท์http://inv4.asiaplus.co.th/cms/index2.php…
01. เทคนิคการอ่านแนวโน้มหุ้น ด้วยกราฟเทคนิคคอลเพื่อหาสัญญาณจุดซื้อ-จุดขาย และการติดตามแนวโน้มหุ้น
https://www.facebook.com/video.php?v=729833050430067&set=vb.100002101358163&type=2&theater
02. สอนการตั้งค่าเส้นเฉลี่ย Ema. / เทคนิคหาจุดซื้อจุดขายรูปแบบต่างๆema.5/10/20 days & ema.50 days
https://www.facebook.com/video.php?v=730583087021730&set=vb.100002101358163&type=2&theater
03. แนะนำการใช้โปรแกรม eFin. Smart Portalสำหรับเทรดหุ้น หาจังหวะเข้าซื้อขายทำกำไรด้วยกราฟ Week / ชุดเส้นค่าเฉลี่ย SMA. / การวัดระดับ Fibonacci 
https://www.facebook.com/video.php?v=736172266462812&set=vb.100002101358163&type=2&theater
=>จิตวิทยาการลงทุน
https://www.youtube.com/playlist?list=PL82F34B18B3D7B966
คุณลุงโฉลก สอน Fibonacci & Elliott Wave
จบจากคลิปนี้ คุณจะเจอหลายๆคลิปต่อเนื่อง เช่น Swing Trading และ Position Trading ที่บรรยายจากลุง น่าสนใจไม่แพ้กัน
คนเก่งจริงมักจะพูดอะไรง่ายๆ ใช้ภาษาง่ายๆ เข้าใจง่าย
ดูเพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจ เพื่อศึกษาเพิ่มเติมครับ
https://www.youtube.com/watch?v=YYIaCcRWn7o
กลยุทธ์การเล่นหุ้น ในช่วงเวลาที่ดีและเลวร้ายของคุณ: http://youtu.be/vzd52PJy58s
ลองฟังคลิปนี้ดูนะครับ เพื่อน ๆ การลงทุนที่ดีที่สุดของมนุษยเงินเดือน
ตอนที่1 http://youtu.be/kfK0PTe-kGk
ตอนที่ 2 http://youtu.be/SlPBDPtXhOI
ตอนที่ 3 http://youtu.be/VcG1ea7dhUI
ตอนที่ 4 http://youtu.be/VuMZcYCL1DY
ตอนละ 15 นาทีเอง ดูหลายๆรอบ เห็นด้วยก็ทำตาม ไม่เห็นด้วยก็ลืมๆ มันไปซะ (big smile) เป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุน แต่ต้องเข้ากับจริตเราด้วย
Elliott Wave คลื่นแห่งโอกาสและเพื่อนผู้เตือนเรา(พื้นฐาน)
สวัสดีครับกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในบทความนี้จะพูดถึงการอ่านคลื่นมหัศจรรย์ที่สามารถบอกจังหวะและเตือนเราว่าช่วงนี้ช่วงนั้นตลาดหรือหุ้นที่เราสนใจหรือถืออยู่ควรถือต่อหรือควรออกหรือควรเข้าหรือไม่
และเคยรู้สึกไหมว่ารูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นคลื่นวนเวียนกลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า(สำหรับผู้ที่สังเกตุ) และเคยได้ยินไหมครับว่าประวัติศาตร์ซ้ำรอย(History Repeat Itself) ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกต้อง 100% แต่เราสามารถใช้ทำนายอนาคตได้เช่นกัน และเหตุผลที่เกิดก็เพราะจิตวิทยาการ ซื้อ-ขาย เพราะเราซื้อขายจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันถึงแม้ว่า ณ ปัจจุบันจะเริ่มมีการนำ Robot มาใช้ในการ Trade แต่ยังเป็นส่วนน้อยอยู่
ดังนั้นพื้นฐานของ Elliott Wave จะมีความสำคัญและช่วยเราได้และจะมี 5 คลื่น 1 2 3 4 5 และ 3 คลื่น A,B,C
5 คลื่น 1 2 3 4 5 คือ Motive Phase
Wave 1 คือคลื่นที่เริ่มต้นมาจากการ breakout downtrend หรือ sideway เป็นการเริ่มต้นของคลื่นรอบใหม่ โดยปกติทาง Chartychology Trader จะไม่เข้าที่ wave นี้เพราะการที่ทำ breakout downtrend หรือ sideway ขึ้นมาได้เกิดจาก 3 ส่วนคือ
1.Accumulated Trader คือนักลงทุนระยะยาว(VI)
2.Position Trader หรือ Momentum Trader คือ นักลงทุนเก็งกำไรที่ทำให้มีแรง...ดันราคาขึ้นไปได้
3.Novice Trader คือ นักลงทุนมือใหม่หรือที่เขาเรียกว่าแมงเมา เอ้ย!!!! แมงเม่าครับ Novice Trader นี้จะซื้อขายตามอารมณ์ ตามข่าว ตามกระแส ฯลฯ
เพราะเมื่อไรที่ Novice Trader เข้าซื้อจนถึงจุดอิ่มตัวของช่วงนึงแล้ว Momentum Trader จะขายทำกำไรออกมาทำให้ราคาย่อตัวและทำให้ Novice Trader บางส่วนขายตาม
Wave 2 คือคลื่นที่ย่อลงมาจากคลื่นลูกแรกเพราะเกิดจากขายทำกำไรจากที่กล่าวมาข้างต้นและต่อจากนี้ไปจะเป็นเวลาของ Chartychology หรือ Swing Trader เข้าซื้อที่คลื่นนี้หรือที่เรียกคลื่นนี้ว่า First Pullback แต่การเข้าซื้อจะต้องดู Price Pattern ก่อนและต้องประกอบด้วย Support Area(สำหร้บ Long Position)
บทความเรื่อง Price Action ตาม link เพื่อทบทวน ตอน 1 2 3 4 5 6
Wave 3 คือคลื่นที่ยาวที่สุดและแข็งแรงที่สุดในบันดา 5 คลื่น คลื่นนี้จะเป็นที่น่าสนใจสำหรับทุก Traders และทาง Chartychology จะเกาะหรือขี่ไปกับคลื่นนี้ไปจนจบคลื่นเพราะจะเป็นช่วงที่จะทำกำไรได้ค่อนข้างมาก StockMoneyGear รัก Wave 3!!!
Wave 4 คือคลื่นที่จะใกล้จบรอบของ Elliott Wave เป็นคลื่นที่ย่อลงมาจากคลื่นลูกที่ 3 เหตุผลโดยส่วนมาก(ในกรณีไม่มี bias จากภายนอกเช่น ข่าวร้าย นักลงทุน panic ฯลฯ)จากการที่นักลงทุนบางกลุ่มเข้าซื้อในช่วงปลายคลื่นลูกที่ 3 เลยขายทำกำไรออกมาก่อนเพราะรู้ว่าราคาใกล้จะจบรอบแล้ว
Wave 5 คือคลื่นลูกสุดท้ายคือการวิ่งขึ้นก่อนที่จะลงไปเป็นคลื่น A ถามว่าสามารถเข้าเก็งกำไรในคลื่นลูกได้ไหม ตอบว่าได้แต่จะต้องระวังตัวมากกว่าทุกๆคลื่น
3 คลื่น A B C คือ Corrective Phase
Wave A คือคลื่นที่ย่อจากคลื่นลูกที่ 5 ซึ่งจะจุดเริ่มต้นที่จะก่อเกิด downtrend
Wave B คือคลื่นที่เกิดการ rebound แต่จะไม่ทำ new high ที่คลื่นลูกที่ 5 ถ้าเกิดแบบนี้ให้เห็น ต้องระวังให้มากๆนะ เขากำลังเตือนท่านอยู่และเขาก็รักท่านนะไม่อยากให้ล้มเหลวหรือขาดทุน
Wave C คือคลื่นที่ยืนยันการเป็นขาลงหรือจบรอบ Elliott Wave อย่างสมบูรณ์ในช่วงนั้นๆ พอถึงคลื่นนี้ให้เฝ้าดูและรออย่างอดทนเพื่อหาโอกาสในครั้งต่อไปคร้าบบบบ
ตัวอย่างคร้าบ
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นพื้นฐานของเรื่อง Elliott Wave ง่ายแต่ทรงพลังมากๆนะครับ ถ้าเป็นทษฎี Elliott Wave ขั้น Advance จริงๆนั้นมีรายละเอียดมากกว่านี้ ถ้ามีความสนใจสามารถค้นหาอ่านตาม Internet ได้มากมายเพื่อต่อยอดจากบทความนี้
สรุปสิ่งที่กล่าวมา คลื่นที่ทำให้เราประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ Wave 3 ส่วนคลื่นที่หวังดีกับเรามากที่สุดคือ Wave B ส่วนคลื่นที่น่ากลัวที่สุดคือ Wave C
คำถามคือ...คุณจะเลือกข้างไหน?
ยิ่งอ่าน ยิ่งเก่ง 
ยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง 
ยิ่งเมตตา ยิ่งเป็นที่รัก 
ยิ่งสร้าง ยิ่งรู้จัก 
ยิ่งให้ ยิ่งได้
by StockMoneyGear

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

การเลือกลงทุนในหุ้นทั้ง 6 ประเภท


การศึกษาและหาหุ้นเพื่อลงทุนนั้นเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ หุ้นก็เหมือนคน ที่มีความแตกต่างทางนิสัยและพฤติกรรม เราจึงควรเลือกหุ้นที่ "เข้ากับเราได้" และเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของเรามากที่สุด.. หลายคนอาจมองข้ามขั้นตอนนี้ไป แต่การเลือกหุ้นให้ถูกจริตกับนักลงทุนนั้นสามารถช่วยให้เราลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงและความเครียด และส่งผลบวกต่อผลตอบแทนโดยรวม...

ผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนชื่อดัง Peter Lynch เคยนิยามประเภทหุ้นแบบกว้างๆไว้ทั้งหมด 6 ประเภท.. หุ้นแต่ละประเภทมีปัจจัยด้านความเสี่ยง ความผันผวน และพฤติกรรรมการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน.. ดังนั้นหลักการในการวิเคราะห์และกลยุทธ์การซื้อขายย่อมต้องต่างออกไปด้วย.. ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้ถึงความแตกต่างเหล่านี้ จะได้เลือกหุ้นที่เข้ากับนิสัยของเราได้ และใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมแก่การซื้อขาย..

1. หุ้นโตช้า
หุ้นในกลุ่มนีมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประวัติและพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง การเติบโตที่ช้าแต่ต่อเนื่องทำให้หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ "ปลอดภัย" และโดยมากจะสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ในปริมาณที่น่าพึงพอใจ... หุ้นประเภทนี้จะค่อยขึ้นแบบช้าๆ และมีความคาดหวังการเติบโตต่อปีต่ำ เช่นหุ้นบริษัทสาธารณูปโภคทั้งหลาย... ดังนั้นจึงเหมาะกับการลงทุนแบบระยะยาวเพื่อรับปันผลต่อเนื่อง เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ และควรหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาถูกมากๆ

2. หุ้นโตปานกลาง
หุ้นบริษัทขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีเชื่อเสียงคนส่วนใหญ่รู้จัก สามารถเติบโตได้ราว 10-15% ต่อปี.. หุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีปันผลให้แต่ปริมาณของปันผลขึ้นอยู่กับยอดขายและผลประกอบการในแต่ละปี.. บริษัทอาจออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้มีผลต่อการเคลื่อนไหวที่หวือหวามากนัก.. สามารถนำมาลงทุนในรอบระยะกลางถึงยาว เพื่อรับผลตอบแทนทั้งปันผลและส่วนต่างของราคา.. เหมาะสมกับการถือในสัดส่วนที่สูงในพอร์ต เพราะค่อนข้างปลอดภัยและสร้างผลตอบแทนที่ใช้ได้..

3. หุ้นโตเร็ว
หุ้นบริษัทเล็กที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดราว 20-25% ต่อปี.. ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงในระยะเวลาอันสั้น ถ้าเลือกถูกตัวอาจขึ้นได้หลายเท่าตัว.. แต่แน่นอนความเสี่ยงก็สูงตามมาด้วย ราคาหุ้นมีความผันผวนมากกว่า ถ้าบริษัทโตไม่ทันความคาดหวังของนักลงทุน ราคาอาจลงแรงได้ในฉับพลัน.. จังหวะการเข้าออกจึงมีความสำคัญมาก ควรใช้กราฟ Technical มาช่วยจับจังหวะ และไม่ควรถือในสัดส่วนที่มากเกินไป

4. หุ้นวัฏจักร
หุ้นกลุ่มนี้มักเคลื่อนไหวเป็นรอบๆที่สอดคล้องกับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมหรือเศรษฎกิจ เช่นกลุ่มก่อสร้าง ท่องเที่ยว... รายได้ของบริษัทจึงขึ้นลงตามจังหวะของรอบนั้น.. เป็นการลงทุนทีมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากถ้าเข้าซื้อผิดจังหวะอาจทำให้เสียหายหนักได้.. การศึกษาด้านวัฏจักรของกลุ่มอุตสาหกรรมจึงจำเป็น จังหวะเข้าออกสำคัญที่สุด ถือยาวไม่ได้ เหมาะสมกับคนที่มีประสบการณ์ใช้ Technical หาจังหวะเข้าออก และมองภาพรวมขาดเท่านั้น..

5. หุ้น Turnaround
บริษัทที่เคยย่ำแย่ขาดทุนมาก่อนในอดีต ราคาหุ้นตกลงมาแล้วไม่ขยับไปไหน แต่สามารถฟื้นฟูธุรกิจหรือมีอะไรใหม่ๆ เช่นผลิตภัณฑ์หรือผู้บริหาร ที่สามารถนำพาบริษัทให้พลิกกลับมากำไรใหม่ได้อีกครั้ง.. ถ้าสามารถหาบริษัทประเภทนี้เจอในจังหวะที่เหมาะสม จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลในเวลาอันสั้น.. แต่ความยากอยู่ในการวิเคราะห์และค้นหาหุ้นที่จะ Turnaround เพราะไม่ง่ายที่บริษัทที่มีปัญหาจะสามารถฟื้นกลับมาได้จริง.. ดังนั้นหุ้นประเภทนี้จึงเหมาะกับคนที่สามารถศึกษาบริษัทได้อยากลึกซึ้งจริงๆ และรับความเสี่ยงได้สูง..

6. หุ้น Asset Play
หุ้นกลุ่มนี้เป็นบริษัที่มีสินทรัพย์ซ่อนอยู่ที่มีมูลค่าสูงกว่าราคาตลาด แต่ยังไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาในราคา.. อาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นหรือมองข้ามไป ทำให้ราคาตลาดยังไม่ตอบสนอง เปรียบได้กับการเลือกซื้อของถูก.. สินทรัพย์ที่ซ่อนมูลค่าต้องมองหาจากงบการเงิน เช่นที่ดินที่เก่าที่ยังไม่ถูกนำมาประเมินใหม่.. เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เก่ง Fundamental เพราะความเสี่ยงอยู่ที่การประเมินมูลค่าที่ไม่มีจุดจับต้องที่ชัดเจน และต้องมีความอดทนสูงเนื่องจากอาจใช้เวลานานกว่ามูลค่าที่แท้จริงจะแสดงออกมา..

จัดกันไปแบบครบถ้วนทั้ง 6 แบบ.. ลองไปดูกัน ว่าอันไหนเหมาะกับตัวคุณมากที่สุด..?? ครั้งหน้าก่อนซื้อหุ้นถามตัวเองด้วยว่าตรงกับจุดมุ่งหมายเราไหม..!! อย่าลืมว่านี่เป็นเพียงการเลือกจากภาพใหญ่เท่านั้น ในการตัดสินใจซื้อขายต้องรู้ทั้ง Fundamental ที่ช่วยบอกมูลค่าของบริษัท และ Technical ช่วยหาจังหวะในการซื้อขาย รวมไปถึงเทคนิคการจำกัดความเสี่ยง.. 
Cr.The Stock Master.

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทำไม นักวิเคราะห์แนะให้ซื้อ มันกลับลง พอแนะขาย มันกลับขึ้น?


การที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้ซื้อแล้วลง เชียร์ให้ขาย แล้วขึ้น ไม่ใช่เพราะ เขาไม่มีความรู้และเครื่องมือในการทำงาน ที่ดีพอนะ ความรู้และเครื่องมือในการวิเคราะห์การลงทุนของเขา มากมายหลายหลาก แต่รายใหญ่ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือ เจ้าของบริษัท เดี๋ยวนี้ เขามักจะเลือกคนเก่งกราฟ มาดูแลราคาหุ้น และใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาหาประโยชน์ส่วนตนอีกที ด้วยการไล่ราคาหุ้นจนกระทั่งกราฟ "สั่งซื้อ" (buy signal) แล้ววางขายรินขายฝั่ง offer เมื่อกราฟ "สั่งถือ" แล้วทุบเปรี้ยงลงมาเลย เมื่อแรงเคาะซื้อเริ่มหมดแรง เพื่อให้กราฟ "สั่งขาย" ให้เขาได้ซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ...... นี่คือความจริง ภาคสนามรบ 

The Secret Has Been Revealed! 

ถ้าท่านเป็นเจ้าของบริษัท อุตส่าห์์ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำๆ ขายใส่ตลอดทาง ท่านเซ็งไหม ....... มันต้องใช้เงินมากขึ้นกว่าเดิมไหมในการทำราคา หากพวก net settlement มาจับเสือมือเปล่า กินเงินท่าน ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน .... ด้วยเหตุนี้ รายใหญ่ จึงมี ลาก มีกระชาก มีขายทิ้ง เป็นระยะๆ ไม่งั้น เงินหมดตัวแน่ กว่าราคาหุ้นจะถึงเป้าหมาย ที่ "นาย" สั่ง 

Step a - 
เมื่อเขาต้องการซื้อหุ้น ในราคาถูก เขาจะไปเช็คกราฟ technical จากโปรแกรมของเขา เพื่อหาจุด cut loss และแนวรับ จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ไว้ หลายๆราคา + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ที่แนวรับ + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid รอ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุด cut loss ..... 
จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯหนึ่ง ให้ขายโครมลงมา ที่ฝั่ง bid (หุ้นไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง) ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ถือหุ้นต้นทุนต่ำรายอื่นก็จะทิ้งหุ้นลงมาด้วย ทำให้ bid ที่เขาสั่งตั้งไว้ที่แนวรับ ได้ของไปพอสมควร 
จากนั้น ก็สั่งขายหุ้นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้นี้แหละ โครมลงมาอีกที เพื่อให้หลุดแนวรับ หรือ ให้ถึงจุดที่โปรแกรมจะต้องสั่งขาย .... เมื่อหลุดแนวรับ หรือ เมื่อถึงจุดที่โปรแกรมสั่งขาย คราวนี้ ราคาจะไหลรูดดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ปริมาณหุ้นที่เขาตั้งซื้อในระดับราคาต่ำๆ จะได้รับคืนครบหมดตามปริมาณที่เขาต้องการ หรือ อาจจะ blocked ราคาที่ฝั่ง offer ไปนานๆ จนกว่าจะได้ของครบ ระหว่างนี้ อาจมี ตบ มี ทุบ ด้วยก็ได้ หากของยังไม่ได้คืนอย่างที่ตั้งใจ ......แล้ววันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะดาหน้า มา recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ .... นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ต้องใช้กลยุทธ์ Short Against Port ควบคู่ไปกับ การใช้ จุด Trailing Stop (เช่นเดียวกับการยก Trailing Stop ขึ้นไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ Let Profit Run) 


Step b - 
พอได้ของครบ ก็ค่อยๆเคาะซื้อไล่ราคาขึ้น แบบไม่ให้ใครสังเกต ระหว่างนี้ กราฟยังไม่สั่งซื้อนะ คนในตลาดก็จะไม่ค่อยได้สังเกตเห็น ..... เมื่อได้ของพอประมาณแล้ว ก็จะปล่อยข่าวดีเป็นระยะๆ พร้อมสั่งให้อีกโบรกฯ วางขายหุ้นหนาๆ ที่ฝั่ง offer แล้วตัวเองก็สั่งอีกโบรกฯ ให้เคาะซื้อไล่ราคาขึ้นไป (หุ้นไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แค่เปลี่ยนไปอยู๋ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง) อีกไม่นาน มันก็ผ่านพ้นแนวต้านได้ โปรแกรมก็จะสั่งซื้อแล้ว คราวนี้ นักวิเคราะห์ก็จะดาหน้ากันออกมา recommend "buy" ..... 
โธ่ ท่าน คนมา bid ซื้อเยอะๆในราคาสูงๆอย่างงี้ ตุนไว้ 30 ล้านหุ้น 50 ล้านหุ้น ไม่ขายตอนนี้จะไปขายตอนไหน .... แต่ ครั้นจะขายโครมลงมา กราฟจะเสีย ราคาจะเสีย อย่ากระนั้นเลย กราฟยัง "สั่งถือ" เราเลยต้องแอบๆขาย มีเคาะขวาสลับบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่า "ยังสั่งถือ" .... จนเมื่อใด ที่แรงซื้อเริ่มเบา คราวนี้ล่ะ เขาจะรีบขายโครมลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่งั้น อีก 10 ล้านหุ้นที่เหลือ จะออกไม่ทัน (แต่เดี๋ยวก่อน ขอเก็บไว้สัก 2 ล้านหุ้นแล้วกัน ที่จะไม่ขาย จะเตรียมไว้ขาย ในวันหลัง โดยจะขายโครมลงมาจนหลุดแนวรับหลุดหลุ่ย เพื่อให้กราฟสั่งขาย ไม่งั้น เดี๋ยวจะไม่ได้ของคืนหากทุกคนยังเก็บหุ้นไว้ไม่ยอมปล่อย) ......
แล้ววันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะดาหน้า มา recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ ..... 
"นาย" ก็ happy เพราะสัดส่วนการถือหุ้นยังคงเดิม แต่ฟันกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเรียบร้อยไปแล้ว 40-80% (บางท่านอาจจะบอกว่า เขาได้กันที เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้ ไม่จริง เพราะ ส่วนหนึ่งของราคาที่ขึ้นไป เกิดจากการซื้อเอง ขายเองด้วย > กำไรจากโบรกหนึ่ง แต่ไปขาดทุนในอีกโบรกฯหนึ่ง การคำนวณกำไรจึงไม่สามารถเอา high มาลบ low แล้วคูณด้วยราคาหุ้นได้)

*** เพราะเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องใช้ทุกอย่างร่วมกันในการประกอบการตัดสินใจลงทุน ..... หุ้นไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรสำเร็จ ที่จะให้ใครมาสั่งซื้อสั่งขาย แล้วเรามานั่งรอรับตังค์สบายๆ โดยไม่ต้องทำการบ้านมาล่วงหน้า ****