วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

ค้นพบนิยามความสุข

หนังเรื่อง Hector and the search for happiness  หนังสร้างจากหนังสือขายดี เป็นเรื่องราวของ จิตแพทย์คนหนึ่ง มีอาชีพทำหน้าที่ให้ปรึกษาคนไข้ อยู่มาวันหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่เขาตอบคนไข้ไปมันไม่จริง เหมือนโกหกไปวันๆ คำตอบเป็น pattern ไม่ได้มาจากของจริง เขาเลยตัดสินใจเดินทางรอบโลกเพื่อค้นหาว่า จริงๆแล้วนิยามความสุขคืออะไรกันแน่ ในระหว่างทางเขาก้อได้จดบันทึกนิยามความสุขที่เขาได้พบเจอไปดัวย หนังจบลงที่เขาได้ค้นพบนิยามความสุขจริงๆแต่ไม่ใช่เพื่อคนไข้เขา กลับเป็นตัวเขาเอง ผมดูจบด้วยความประทับใจและยังฟินอยู่ เลยไป search หาว่าบันทึกนิยามความสุขของ Hector มีไรบ้าง มีคนโพสและแปลไว้ในเน็ต เลยเอามาแบ่งปันคับ 
" บันทึกนิยามความสุข " จากนายเฮคเตอร์ นำมาฝากกัน

1. Making comparisons can spoil your happiness
ความสุขจะลดลงถ้ามีการนำไปเทียบ

2. Happiness often comes when least expected
ถ้าคาดหวังน้อย ความสุขจะมา

3. Many people only see happiness in their future
หลายๆคนมองแต่ความสุขในอนาคต

4. Many people think happiness comes from having more power or more money
และหลายๆคน ก็คิดว่าความสุขมาจากการมีอำนาจหรือเงิน

5. Sometimes happiness is not knowing the whole story
บางครั้งความสุขเกิดจากการที่ไม่รู้ในทุกเรื่อง

6. Happiness is a long walk in beautiful, unfamiliar mountains
ความสุขคือการเดินทางที่สวยงาม ข้ามภูเขาที่ไม่คุ้นเคย

7. It’s a mistake to think that happiness is the goal
มันไม่ใช่นะ ที่คิดว่าความสุขเป็นเป้าหมาย

8. Happiness is being with the people you love; unhappiness is being separated from the people you love
ความสุขเกิดจากการได้เคียงข้างคนที่คุณรัก และไม่สุขทันทีเมื่อโดนพลัดพราก

9. Happiness is knowing that your family lacks for nothing
ความสุขรู้ว่าครอบครัวคุณขาดอะไร 

10. Happiness is doing a job you love
ความสุขคือการได้ทำงานที่คุณรัก

11. Happiness is having a home and a garden of your own
ความสุขอยู่ในบ้านและสวนของคุณเอง

12. It’s harder to be happy in a country run by bad people
ยากที่จะมีความสุข ในประเทศที่ขับเคลื่อนโดยคนไม่ดี

13. Happiness is feeling useful to others
การได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น นั่นแหละความสุข

14. Happiness is to be loved for exactly who you are (People are kinder to a child who smiles)
ความสุขจะอยู่กับคนที่เป็นตัวของตัวเอง (ที่เป็นคนใจดีที่สร้างรอยยิ้มแก่ผู้อื่น)

15. Happiness comes when you feel truly alive
ความสุขจะมาเมื่อคุณมีชีวิตชีวาจากใจ

16. Happiness is knowing how to celebrate
ความสุขคือการเฉลิมฉลองให้เป็นเมื่อควร

17. Happiness is caring about the happiness of those you love
ความสุขคือการได้ใส่ใจในความสุขของคนที่คุณรัก

18. Happiness is not attaching too much importance to what other people think
ความสุขไม่ได้ให้ความสำคัญนักกับสิ่งที่คนอื่นคิด

19. The sun and the sea make everybody happy
ดวงอาทิตย์และทะเล ทำให้ทุกคนมีความสุข

20. Happiness is a certain way of seeing things
ความสุขประกอบจากเส้นทางจากสิ่งที่เห็น

21. Rivalry poisons happiness
การแข่งขันคือยาพิษของความสุข

22. Women care more than men about making others happy
ผู้หญิงใส่ใจในการสร้างความสุขแก่ผู้อื่นมากกว่าผู้ชาย 

23. Happiness means making sure that those around you are happy
ความสุขหมายความถึงความแน่ใจว่าคนรอบตัวคุณมีความสุข

Ref. : http://whatishouldhavelearned.tumblr.com/…/305945350…/hector

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

ชนะหุ้นด้วย 7 กลยุทธ์

ชนะหุ้นด้วย 7 กลยุทธ์
กลยุทธ์การลงทุนของ “น.พ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ”

ข้อ 1. หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น หรือ ROE สูง 15-20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ROE จะบ่งบอกความสามารถของผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น “ยิ่งสูง ยิ่งดี” แต่บางครั้งก็มีตัวหลอกเหมือนกัน หากบริษัทนั้นมีหนี้สินจำนวนมาก ฉะนั้นต้องดูดีๆ อย่ารีบเชื่อ

ข้อ 2. หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ ROA สูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

ข้อ 3. ต้องมี PEG ratio น้อยกว่า 1 เท่า คือ การเทียบค่า P/E ratio กับการเจริญเติบโตของกำไรสุทธิ (Growth) หาโดยนำค่า P/E ratio ตั้งหารด้วยเปอร์เซ็นต์การเจริญเติบโตนั้น บริษัทใดที่ราคาหุ้นต่ำจะน่าซื้อ ถ้าค่า PEG ratio เกิน 1 แสดงว่า ราคาหุ้นสูงเกินไป

ข้อ 4. ต้องมีอัตราเงินปันผลตอบแทน หรือ Dividend Yield อยู่ในระดับ 3.5-4 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถามว่า ทำไมต้องเป็นตัวเลขนี้ เพราะเป็นตัวเลขที่มากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ปกติจะอยู่ระดับ 3 เปอร์เซ็นต์

ข้อ 5. หุ้นตัวนั้นต้องมีกระแสเงินสดสูงๆ ยิ่งไม่ต้องจ่ายหนี้จะชอบมากเป็นพิเศษ

ข้อ 6. ผู้บริหารต้องไว้ใจได้ พูดแล้วทำได้จริง ซึ่งเราต้องไปคุยกับผู้บริหารบ่อยๆ ยิ่งเขาถือหุ้นประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งชอบเพราะมันจะบ่งบอกว่า เขาจะทุ่มเทในการทำงานมากขนาดไหน

ข้อสุดท้าย จะดูปัจจัยทางกายภาพ ธุรกิจนี้มีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน โอกาสเติบโตของรายได้และกำไรเป็นอย่างไร สินค้าหรือธุรกิจหลักจะเติบโตไปตามชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และลูกค้านิยมชมชอบสินค้ามากหรือน้อยแค่ไหน ที่สำคัญจะดูว่าคู่แข่งของเขามีใครบ้าง หากจะมีคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ได้ง่ายหรือยาก

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ที่สุดของการลงทุนปี 2557

ปี 2557 ผ่านไป ปี 2558 ผ่านเข้ามา มาดูกันว่า การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดปี 2557 เป็นอย่างไรบ้าง

① ดัชนีหุ้นไทย (ข้อมูลจาก Aspen for Windows)

เมื่อพิจารณาจากดัชนีผลตอบแทนรวมหรือ Total Return Index (TRI) ของหุ้นกลุ่มต่างๆ ซึ่งสะท้อนทั้งผลจากราคาหุ้น การจ่ายปันผล และการได้รับสิทธิต่างๆ เช่น หุ้นปันผล ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrants) ไว้หมดแล้ว พบว่า

กลุ่มหุ้นเล็ก (ที่ไม่ค่อยจะเล็กแล้ว) หรือ mai … ร้อนแรงที่สุด บวกไป 98.95% หรือเกือบ 1 เท่าตัว โดยหลายท่านคงจะทราบว่าหุ้นที่เป็นผู้นำในตลาด mai คือ Energy Absolute (EA) ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าตลาดถึง 24% หรือเกือบ 1 ใน 4 ของทั้งตลาด mai … และเฉพาะหุ้น EA ตัวเดียว บวกไปถึง 226% ตลอดปี 2557

กลุ่มหุ้นโดยรวม หรือ SET TRI ถึงจะไม่ร้อนแรงเท่าหุ้นเล็ก แต่ก็บวกไปถึง 19.11%
กลุ่มหุ้นใหญ่ หรือ SET50 TRI บวกตามมาที่ 16.98%

ขณะที่ กลุ่มหุ้นปันผล หรือ SET 30 High Dividend TRI รั้งท้าย บวกขึ้นมาเพียง 9.31% เท่ากับว่า ปี 2557 ใครเน้นหุ้นปันผลตัวใหญ่ๆ จะได้ผลตอบแทนตามหลังหุ้นทั่วๆ ไป (SET TRI) อยู่ถึงครึ่งทาง

② หุ้นไทยรายตัว (ข้อมูลจาก setsmart.com และ Aspen for Windows)

3 อันดับแรกที่บวกร้อนแรงที่สุด คือ

• บริษัท แอสเซท ไบร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ ABC บวกขึ้นมาจาก 0.16 บาท เมื่อปลายปี 2556 มาอยู่ที่ 4.46 บาท เมื่อสิ้นปี 2557 หรือบวก 2,688% (เกือบ 27 เด้ง) โดยมีการตบจูบลากขึ้นทุบลงหลายรอบ

• บริษัท เอื้อวิทยา จำกัด (มหาชน) หรือ UWC บวกขึ้นมาจาก 2.26 บาท มาอยู่ที่ 37 บาท  หรือบวก 1,537% (15 เด้งเศษ) และที่เหลือเชื่อมากก็คือ 15 เด้งนี้ มาเกิดเอาในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายของปี

• บริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) หรือ DIMET บวกขึ้นมาจาก 1.23 บาท มาอยู่ที่ 13.8 บาท หรือบวก 1,021% (10 เด้งเศษ)

3 อันดับแรกที่ร่วงเยินที่สุด คือ

• บริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน) หรือ SLC ร่วงจาก 0.62 บาท เมื่อปลายปี 2556 มาเหลือเพียง 0.08 บาท เมื่อสิ้นปี 2557 เท่ากับร่วงลงไป 87% (เหลือเพียง 1 ใน 8)

• บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AS ร่วงจาก 8.80 บาท เหลือเพียง 3.80 บาท  เท่ากับร่วงลงไป 57% (เหลือไม่ถึงครึ่ง)

• บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ AMARIN ร่วงจาก 19.18 บาท  เหลือเพียง 10.40 บาท เท่ากับร่วงลงไป 46% (เหลือเพียงครึ่งเดียว)

③ กองทุนรวมที่ซื้อได้ในประเทศไทยซึ่งรวมกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ  (ข้อมูลจาก morningstarthailand.com)

กองทุนหุ้น
เด่นสุด: กองทุนเปิดเอคควิตี้โปร หุ้นระยะยาว (บลจ.โซลาริส) บวก 38.27% ตามมาด้วย กองทุนเปิดทหารไทย China Equity Index (บลจ.ทหารไทย) บวก 37.00%

ดับสุด: กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ อิเมอร์จิ้ง อีสเทอร์น ยุโรป เอฟไอเอฟ (บลจ.แมนูไลฟ์) ลบ 31.83% ตามมาด้วย กองทุนเปิด เคแทม เวิลด์ เมทัล แอนด์ ไมน์นิ่ง ฟันด์ (บลจ.กรุงไทย) ลบ 23.34%

กองทุนตราสารหนี้
เด่นสุด: กองทุนเปิด โกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต – ปันผล (บลจ.ยูโอบี) บวก 10.40% ตามมาด้วย กองทุนเปิดเคแอสเซ็ท โกลบัล ฟิกซ์อินคัม 4 (บลจ.กสิกรไทย) บวก 10.00%

ดับสุด: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (บลจ.ไทยพาณิชย์) ลบ 7.14% ตามมาด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากสกุลเงินออสเตรเลีย (บลจ.ไทยพาณิชย์) ลบ 7.04%

กองทุนผสม
เด่นสุด: กองทุนเปิดไทยทวีทุน 2 (บลจ.กรุงไทย) บวก 47.63% ตามมาด้วย กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี-บีทีอินคัมโกรทฟันด์ (บลจ.เอ็มเอฟซี) บวก 23.27%

ดับสุด: เอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทน (บลจ.เอ็มเอฟซี) ลบ 35.14% ตามมาด้วย กองทุนเปิดเคแทม อินเวสเมนท์ เลเจนด์ ฟันด์ (บลจ.กรุงไทย) ลบ 9.04%

กองทุนตลาดเงิน
เด่นสุด: กองทุนเปิด เคเอ ชอร์ท เทอม ฟิกซ์ อินคัม (บลจ.กสิกรไทย) บวก 2.92%

ดับสุด: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงิน (บลจ.ไทยพาณิชย์) บวก 1.52% (บวกน้อยที่สุดในบรรดากองทุนตลาดเงิน)

กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF)
เด่นสุด: กองทุนเปิดเอคควิตี้โปร หุ้นระยะยาว  (บลจ.โซลาริส) บวก 38.27% ตามมาด้วย กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว (บลจ.เอ็มเอฟซี) บวก 26.83%

ดับสุด (บวกน้อยสุด): กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีอิสลามิกหุ้นระยะยาว (บลจ.เอ็มเอฟซี) บวก 3.17% ตามมาด้วย กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวอิควิตี้ 70 ปันผล (บลจ.กรุงศรี) บวก 5.57%

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"Secret of old age" ๓๐ ข้อ สำหรับผู้เข้าสู่วัยชรา


๑)อย่ากลัวความแก่
๒)อย่าเสียใจที่แก่
๓)รีบหาความสุขเมื่อยังมีความสามารถ
๔)อย่ารอหาความสุขก่อนจะเสียดายภายหลัง
๕)รีบไปเที่ยวตามสถานที่ๆ อยากไป
๖)หาเวลาเจอเพื่อนเก่า
๗)สังสรรค์กับเขาเพราะเวลาเหลือน้อย
๘)เงินที่เก็บไว้ในธนาคาร ตายแล้วเอาไปไม่ได้
๙)ใช้เงินหาความสุขเมื่อยังมีชีวิต
๑๐)อยากกินอะไรที่ชอบก็กิน
๑๑)หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
๑๒)กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
๑๓)การเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดา
๑๔)อย่าวิตกกลัวกับความเจ็บป่วย
๑๕)ทุกคนต้องผ่านการเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา
๑๖)ถ้าวิตกเรื่องแก่เจ็บตายแล้วมีความสุขก็ให้วิตกไปเถิด
๑๗)รีบจัดการปัญหาเสียก่อนตาย
๑๘)ปล่อยให้หมอดูแลสุขภาพ พระเจ้าดูแลชีวิต และตนเองดูแลอารมณ์
๑๙)อย่ากังวลกับลูกหลาน พวกเขาช่วยตัวเองได้
๒๐)สนใจดูแลสุขภาพของตัวเองให้มากขึ้น
๒๑)สนใจดูแลคู่ชีวิตที่ชราด้วยกันให้มากขึ้น
๒๒)เก็บเงินเกษียณไว้กับตัวเอง
๒๓)พบเพื่อนเก่าให้บ่อยมากขึ้น เพราะเวลาเหลือน้อยลง
๒๔)ยิ้มให้ตนเองและคนอื่นทุกวัน
๒๕)ทำชีวิตให้มีความสุข
๒๖)ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องให้ดังๆ ไปเลย 
๒๗)ความหวังสิ้นสุด ถ้าหยุดความเชื่อ
๒๘)ความรักจะสิ้นสุด ถ้าหยุดใส่ใจ
๒๙)ชีวิตจะสิ้นสุข ถ้าหยุดยิ้ม
๓๐)มิตรภาพจะสิ้นสุด ถ้าหยุดแบ่งปัน...
ขอให้โชคดี มีอายุยั่งยืน,,長命富貴,心情快乐

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความสุขเกิดขึ้นเมื่อใด


ความสุขเกิดขึ้นเมื่อใด
ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง 
ความสุข ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง 

คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น 
แต่เมื่อคุณมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเขาโตขึ้น เราคงมีความสุขและสบายขึ้น 

แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น 
คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง 
และเมื่อลูก ๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้ 
คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น 
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูก ๆ 
จัดการกับตัวของเค้าเอง ให้เรียบร้อยดีเสียก่อน ก็น่าจะดีขึ้น

บางครั้ง คุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนาน ๆ และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน ชีวิตของคุณ น่าจะมีความสุขมากที่สุด 
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที 

ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ? หนอ
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบันนี้ต่างหาก ไม่ต้องรอ ให้ความสุขมาหาเราในอนาคต 
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน 

ชีวิต ของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่าง ๆ หรือบททดสอบชีวิต อันยากเข็ญ แต่ในที่สุด เราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิต เป็นของคู่กัน 
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องหาความสุข และความพึงพอใจ จากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่า ที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน แล้วถึงจะมีความสุขได้ 

เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า 
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข 
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข 
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข 
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข 
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข 
และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต

ตอบคำถาม ต่อไปนี้ 
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด 
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุด ที่ได้รับรางวัลออสการ์ 

นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย 
ไม่มีใครหรอก ที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด 
คนที่ได้รับการยกย่อง สรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจาก ไปตามกาลเวลา 
รางวัลต่าง ๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะ ก็จะถูกลืมในไม่ช้า 

ตอบคำถาม ต่อไปนี้ 
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่าน ที่เคยช่วยเหลือคุณ ในเรื่องการเรียน 
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณ ในยามที่คุณต้องการ 
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษของเขาเหล่านั้น 
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาดี ๆ ด้วย 

นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นคนเก่ง ที่สุด หรือ สวย หล่อที่สุด 
ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณ อีกหลายคน ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ 
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ คอยปลอบโยนคุณ คอยให้กำลังใจคุณ

... ไม่มีช่วงเวลาไหน ที่จะมีความสุข 
มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้.. 
..จงใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน.. 

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเอง ที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพ มีอย่างนี้

 ๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้น เขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง   

 ๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุม หรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลัง และพลังงานใ ห้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย   

 ๓. อย่าทำอะไร ๆ เกินกว่าที่ตัวเองจะทำได้ ...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน   

 ๔. อย่าเอาจริงเอาจัง กับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขา ไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก   

 ๕. อย่าเสียเวลา และ พลังงานอันมีค่าของคุณ กับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ...นินทา... นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง   

 ๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอนหลับ  

๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยา เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ...เมื่อคิดให้ดีก็จะรู้ว่า คุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว   

๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณ เกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ   
๙. ชีวิตนี้ สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร ๆ ..จงอย่าเกลียดคนอื่น   
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายความสุขในปัจจุบันของคุณ   

๑๑. ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้ นอกจากคุณเอง   

๑๒. จงเข้าใจเสียว่า ชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อ เรียนรู้ และ ปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของหลักสูตรซึ่งเมื่อมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต   

๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น   

๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้ง ที่ถกเถียงกับคนอื่น หรอก... บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
   
แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ ?

          ๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ   
          ๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน   
          ๓. จงให้อภัยทุกคน สำหรับทุกอย่าง   
          ๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ   
          ๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน   
          ๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณ ไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย 
          ๗. งานของคุณ ไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัว และ เพื่อนคุณ ต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณ ในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ 
ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหิน กับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิต ให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้ 
          ๑. จงทำ และทำในสิ่งที่ควรทำให้มีความสุข   
          ๒. อะไรที่ ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่งาม, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?  
          ๓. เวลา ย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้   
          ๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดี หรือเลวปานใด,เดี๋ยวมันก็จะเปลี่ยน 
          ๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึก อย่างไร ในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัว และปรากฎตัวต่อหน้า คนที่เราร่วมงาน ด้วย...ความรู้สึกที่ดี 
get up, dress up and show up.  
          ๖. คิดเสมอว่าสิ่งที่ดี ที่สุดยังมาไม่ถึง รอต่อไป
          ๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย ที่ทำให้คุณ อยู่มาได้ถึงในวันรุ่งขึ้น   
          ๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...ดังนั้นส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า 

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กลวิธี สงครามกองโจร(disco ball)


“เอ็งมา ข้ามุด เอ็งหยุด ข้าแหย่ เอ็งแย่ ข้าตี เอ็งหนี ข้าตาม” นอกจากจะนำไปใช้ในการรบแบบสงครามกองโจรแล้ว ยังมีการนำมาใช้ในตลาดหุ้นโดยรายใหญ่เสมอ

จะว่าไปแล้ว กลวิธี สงครามกองโจร ก็แสบไม่แพ้ กลวิธี สวนควันปืนเล่นสวนทางมวลชนนะครับ

ต่างกันเพียง การสวนควันปืนเล่นสวนทางมวลชนนั้น จะใช้จิตวิทยาและอำนาจเงิน ควบคุมตลาด ในขณะที่ กลวิธีสงครามกองโจร จะใช้ข่าววงในและอำนาจบริหารควบคุมราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง

ผมสังเกตเห็นตามเว็บบอร์ดหุ้นหลายแห่ง มักตั้งข้อสงสัยว่า นักวิเคราะห์บางค่าย เชียร์ซื้อให้รายใหญ่ออกของ เชียร์ขายให้รายใหญ่เข้าเก็บ นักวิเคราะห์แนะให้ซื้อ มันกลับลง พอแนะขาย มันกลับขึ้น

ผมขอฟันธงเลยว่า นักวิเคราะห์ “ส่วนใหญ่” ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แต่รายใหญ่ต่างหากที่กำลังทำสงครามกองโจรกับคุณ

การที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้ซื้อแล้วลง เชียร์ให้ขาย แล้วขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความรู้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเครื่องมือในการทำงานที่ดีพอนะคับ

ความรู้และเครื่องมือ ในการวิเคราะห์การลงทุนของนักวิเคราะห์ ออกจะมีมากมายหลายหลาก

แต่ทุกวันนี้ รายใหญ่ หรือ เจ้าของบริษัท เขามักจะเลือกคนเก่งกราฟ มาดูแลราคาหุ้น และใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาหาประโยชน์ ส่วนตนอีกที

หลังจากรายใหญ่เข้าเก็บหุ้นจนมากพอ เขาก็จะเริ่มด้วยการไล่ราคาหุ้น จนกระทั่งกราฟ "สั่งซื้อ" จากนั้นเขาก็จะวางขาย รินขาย ไม่หยุดหย่อน และลงเอยด้วยการทุบเปรี้ยงลงมาเลย เมื่อแรงเคาะซื้อเริ่มหมดแรง เพื่อให้กราฟ "สั่งขาย"

หลังจากที่กราฟสั่งขายแล้ว เขาไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยเลยครับ แค่นั่งรอเวลาเฉยๆ อีกไม่นาน เขาก็จะได้ซื้อหุ้นคืน ในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ...... นี่คือความจริง ภาคสนามรบ

หลังจากมีโอกาสได้นัดพบนั่งกินข้าวกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามเขา ในฐานะผู้รู้ดีที่สุดแล้วในตลาด เกี่ยวกับหุ้นตัวนี้

ไม่รู้ว่า เป็นเพราะเขาเกรงใจที่ผมเลี้ยงข้าวหรือเปล่านะ ในที่สุดเขาก็เล่าให้ฟัง เมื่อผมถามว่า ทำไม หุ้นของนายถึงกวนบาทาขนาดนี้ เที่ยวซิกแซกรังแกชาวบ้าน

“นายคิดดู ถ้านายเป็นรายใหญ่ ใช้เงินสดซื้อหุ้น ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำ ขายใส่ตลอดทาง นายเซ็งไหม”

“นายว่า มันต้องใช้เงินมากขึ้นกว่าเดิมไหมล่ะ ในการทำราคา หากเจอแต่พวกเดย์เทรดมาจับเสือมือเปล่า กินเงินของนาย ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน”

“เราเลยจำเป็นต้อง ลาก กระชาก ตบ เป็นระยะๆ ไม่งั้น เงินหมดตัวแน่ กว่าราคาหุ้นจะถึงเป้าหมาย ตามที่ "เจ้านาย" สั่ง”

เอ ถ้าผมบอกเจ้านี่ว่าผมจะเอาเรื่องของเขามาเขียนหนังสือ เขาจะเล่าให้ผมฟังรึปล่าวหว่า

เอาล่ะ จากนี้ไป ผมยกพื้นที่ให้เขาสาธยายเลยแล้วกัน

“ขั้นแรก เราก็จะต้องสะสมหุ้นก่อน เราจะไปเช็คกราฟจากโปรแกรมเทรด เพื่อหาจุดตัดขาดทุน และแนวรับ จากนั้น เราจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งซื้อรอไว้ หลายๆราคา แล้วก็สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งรอซื้อไว้ที่แนวรับ แล้วก็สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งออร์เดอร์รอ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุดตัดขาดทุน”

“เมื่อออร์เดอร์ตั้งรอไว้หนาแน่น เราก็จะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯหนึ่ง ให้ขายโครมลงมา ที่ฝั่งบิด นายสังเกตไหมว่า หุ้นไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่งแทน แต่ภาพที่ออกมามันน่ากลัวนะ เพราะบิดที่รอไว้เป็นล้านหุ้นโดนขายทิ้งจนหมดในไม้เดียว”

“นายเข้าใจใช่ไหม นี่มันเกิดผลทางจิตวิทยาขึ้นแล้ว คราวนี้ คนที่ถือหุ้นต้นทุนต่ำรายอื่น ก็จะขายทิ้งหุ้นลงมาด้วย ทำให้ออร์เดอร์ของเรา ที่ตั้งรอไว้ที่แนวรับ ได้ของมามากพอสมควรเลยล่ะ”

“จากนั้น ก็จะสั่งขายหุ้นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้นี้แหละ โครมลงมาอีกที เพื่อให้หลุดแนวรับ หรือ ให้ถึงจุดที่โปรแกรมจะต้องสั่งขาย .... เมื่อหลุดแนวรับ หรือ เมื่อถึงจุดที่โปรแกรมสั่งขาย คราวนี้ ทุกคนที่มีหุ้นอยู่ก็จะขายหนีตาย ราคามันก็จะไหลรูดดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ปริมาณหุ้นที่เราตั้งซื้อไว้ในระดับราคาต่ำๆ จะได้รับคืนจนครบ”

“ถ้ายังได้ไม่ครบ แสดงว่ามีคนใจแข็งทนถืออยู่ เราก็จะสั่งบล็อกราคาซะ ขนหุ้นเอามาวางขายหนาๆที่ฝั่งออฟเฟอร์ แล้วก็ตบมั่ง ทุบลงมามั่ง บีบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้หุ้นครบตามที่เจ้านายสั่ง”

“ตอนนี้ กราฟเสียรูปแล้วใช่ปล่าว วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะออกมาแนะนำ ขาย ให้ เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย เราตั้งรอไว้ไม่นาน เดี๋ยวเราก็จะได้ของครบแล้วไง”

(point right) อ่านแล้วคุ้นๆเนอะ ข้ามุด เอ็งหยุด ข้าแหย่ เอ็งแย่ ข้าตี เอ็งหนี ข้าตาม” นอกจากจะนำไปใช้ในการรบแบบสงครามกองโจรแล้ว ยังมีการนำมาใช้ในตลาดหุ้นโดยรายใหญ่เสมอ

จะว่าไปแล้ว กลวิธี สงครามกองโจร ก็แสบไม่แพ้ กลวิธี สวนควันปืนเล่นสวนทางมวลชนนะครับ

ต่างกันเพียง การสวนควันปืนเล่นสวนทางมวลชนนั้น จะใช้จิตวิทยาและอำนาจเงิน ควบคุมตลาด ในขณะที่ กลวิธีสงครามกองโจร จะใช้ข่าววงในและอำนาจบริหารควบคุมราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง

ผมสังเกตเห็นตามเว็บบอร์ดหุ้นหลายแห่ง มักตั้งข้อสงสัยว่า นักวิเคราะห์บางค่าย เชียร์ซื้อให้รายใหญ่ออกของ เชียร์ขายให้รายใหญ่เข้าเก็บ นักวิเคราะห์แนะให้ซื้อ มันกลับลง พอแนะขาย มันกลับขึ้น

ผมขอฟันธงเลยว่า นักวิเคราะห์ “ส่วนใหญ่” ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แต่รายใหญ่ต่างหากที่กำลังทำสงครามกองโจรกับคุณ

การที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้ซื้อแล้วลง เชียร์ให้ขาย แล้วขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความรู้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเครื่องมือในการทำงานที่ดีพอนะคับ

ความรู้และเครื่องมือ ในการวิเคราะห์การลงทุนของนักวิเคราะห์ ออกจะมีมากมายหลายหลาก

แต่ทุกวันนี้ รายใหญ่ หรือ เจ้าของบริษัท เขามักจะเลือกคนเก่งกราฟ มาดูแลราคาหุ้น และใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาหาประโยชน์ ส่วนตนอีกที

หลังจากรายใหญ่เข้าเก็บหุ้นจนมากพอ เขาก็จะเริ่มด้วยการไล่ราคาหุ้น จนกระทั่งกราฟ "สั่งซื้อ" จากนั้นเขาก็จะวางขาย รินขาย ไม่หยุดหย่อน และลงเอยด้วยการทุบเปรี้ยงลงมาเลย เมื่อแรงเคาะซื้อเริ่มหมดแรง เพื่อให้กราฟ "สั่งขาย"

หลังจากที่กราฟสั่งขายแล้ว เขาไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยเลยครับ แค่นั่งรอเวลาเฉยๆ อีกไม่นาน เขาก็จะได้ซื้อหุ้นคืน ในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ...... นี่คือความจริง ภาคสนามรบ

หลังจากมีโอกาสได้นัดพบนั่งกินข้าวกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามเขา ในฐานะผู้รู้ดีที่สุดแล้วในตลาด เกี่ยวกับหุ้นตัวนี้

ไม่รู้ว่า เป็นเพราะเขาเกรงใจที่ผมเลี้ยงข้าวหรือเปล่านะ ในที่สุดเขาก็เล่าให้ฟัง เมื่อผมถามว่า ทำไม หุ้นของนายถึงกวนบาทาขนาดนี้ เที่ยวซิกแซกรังแกชาวบ้าน

“นายคิดดู ถ้านายเป็นรายใหญ่ ใช้เงินสดซื้อหุ้น ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำ ขายใส่ตลอดทาง นายเซ็งไหม”

“นายว่า มันต้องใช้เงินมากขึ้นกว่าเดิมไหมล่ะ ในการทำราคา หากเจอแต่พวกเดย์เทรดมาจับเสือมือเปล่า กินเงินของนาย ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน”

“เราเลยจำเป็นต้อง ลาก กระชาก ตบ เป็นระยะๆ ไม่งั้น เงินหมดตัวแน่ กว่าราคาหุ้นจะถึงเป้าหมาย ตามที่ "เจ้านาย" สั่ง”

เอ ถ้าผมบอกเจ้านี่ว่าผมจะเอาเรื่องของเขามาเขียนหนังสือ เขาจะเล่าให้ผมฟังรึปล่าวหว่า

เอาล่ะ จากนี้ไป ผมยกพื้นที่ให้เขาสาธยายเลยแล้วกัน

“ขั้นแรก เราก็จะต้องสะสมหุ้นก่อน เราจะไปเช็คกราฟจากโปรแกรมเทรด เพื่อหาจุดตัดขาดทุน และแนวรับ จากนั้น เราจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งซื้อรอไว้ หลายๆราคา แล้วก็สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งรอซื้อไว้ที่แนวรับ แล้วก็สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งออร์เดอร์รอ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุดตัดขาดทุน”

“เมื่อออร์เดอร์ตั้งรอไว้หนาแน่น เราก็จะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯหนึ่ง ให้ขายโครมลงมา ที่ฝั่งบิด นายสังเกตไหมว่า หุ้นไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่งแทน แต่ภาพที่ออกมามันน่ากลัวนะ เพราะบิดที่รอไว้เป็นล้านหุ้นโดนขายทิ้งจนหมดในไม้เดียว”

“นายเข้าใจใช่ไหม นี่มันเกิดผลทางจิตวิทยาขึ้นแล้ว คราวนี้ คนที่ถือหุ้นต้นทุนต่ำรายอื่น ก็จะขายทิ้งหุ้นลงมาด้วย ทำให้ออร์เดอร์ของเรา ที่ตั้งรอไว้ที่แนวรับ ได้ของมามากพอสมควรเลยล่ะ”

“จากนั้น ก็จะสั่งขายหุ้นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้นี้แหละ โครมลงมาอีกที เพื่อให้หลุดแนวรับ หรือ ให้ถึงจุดที่โปรแกรมจะต้องสั่งขาย .... เมื่อหลุดแนวรับ หรือ เมื่อถึงจุดที่โปรแกรมสั่งขาย คราวนี้ ทุกคนที่มีหุ้นอยู่ก็จะขายหนีตาย ราคามันก็จะไหลรูดดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ปริมาณหุ้นที่เราตั้งซื้อไว้ในระดับราคาต่ำๆ จะได้รับคืนจนครบ”

“ถ้ายังได้ไม่ครบ แสดงว่ามีคนใจแข็งทนถืออยู่ เราก็จะสั่งบล็อกราคาซะ ขนหุ้นเอามาวางขายหนาๆที่ฝั่งออฟเฟอร์ แล้วก็ตบมั่ง ทุบลงมามั่ง บีบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้หุ้นครบตามที่เจ้านายสั่ง”

“ตอนนี้ กราฟเสียรูปแล้วใช่ปล่าว วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะออกมาแนะนำ ขาย ให้ เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย เราตั้งรอไว้ไม่นาน เดี๋ยวเราก็จะได้ของครบแล้วไง”

(point right) อ่านแล้วคุ้นๆเนอะ

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มนุษย์เงินเดือน กับการบริหารภาษี

บทความฝากสำรับมนุษย์เงินเดือนและเพื่อนๆที่มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกขณะ ถึงเทศกาลลดหย่อนภาษีมนุษย์เงินเดือน
 
ผมมีเพื่อนบางคนรายได้ปีละ 1,200,000 บาท ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีใดๆ เลย
ก็โดนบริษัทหักภาษีตอนจ่ายเงินเดือน ไปเดือนละประมาณ 1หมื่นบาท ครบปีก็เสียภาษีรวม 120,000 บาท
ตอนยื่นภาษีเดือนมีนาคมปีถัดไปก็แค่ยื่นว่าเสียภาษีถูกต้องครบถ้วน และเขาก็คิดว่า ดีจังไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ^^

ด้วยรายได้ปีละ 1.2ล้านบาทนี้ อัตราฐานภาษีสูงสุดของเพื่อนคนนี้คือ 20% หมายความว่า
ทุกๆ 100 บาทที่ลงทุนเพื่อลดภาษีจะได้ภาษีคืน 20 บาท ถ้าลงทุน 100,000 บาทก็ได้ภาษีคืน 20,000 บาท

คราวนี้ก็เป็นคำถามสำคัญแล้วว่า ถ้าสนใจจะลงทุนเพื่อลดภาษีจะลงทุนอะไรดี ระหว่าง LTF RMF ประกันชีวิต

เนื่องจากว่า หากเราที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ปานกลาง คงจะไม่มีเงินสดเหลือจากใช้จ่ายจำนวนมากพอ
ที่จะลงทุนทุกอย่างเพื่อลดภาษีได้อย่างเต็มสิทธิ ดังนั้น หากจะต้องเลือก เราจะเลือกลงทุนอะไรดี


เงื่อนไขการลงทุนเพื่อลดภาษีในแต่ละรายการ

LTF             ไม่เกิน 15% ของรายได้รวม และไม่เกิน 5แสนบาท

RMF            ไม่เกิน 15% ของรายได้รวม และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วไม่เกิน 5แสนบาท

ประกันชีวิต    ไม่เกิน 100,000 บาท

 

แต่เหตุผลสำคัญจากการพูดคุยกับเพื่อนหลายคนทำให้พบว่า จริงๆ แล้ว เงินที่จะลงทุนนั้นก็มีอยู่
แต่กลัวภาระผูกพันมากว่า คือไม่มั่นใจว่าอีก 5-10ปีข้างหน้าจะยังทำงานอยู่ไหม?

แล้วหากมีภาระผูกพันที่จะต้องลงทุนต่อเนื่องแต่ตอนนั้นรายได้สะดุดจะเดือนร้อนหรือเปล่า?
จึงพยายามหาการลงทุนสิ่งที่มีภาระน้อยที่สุด ลงทุนระยะเวลาสั้นที่สุด


จึงอยากจะสรุปออกมาให้เห็นว่าข้อดีข้อด้อยความเสี่ยงของแต่ละรายการคืออะไร^^

 

LTF

ข้อดีคือ  ภาระผูกพันน้อยที่สุด อยากลงทุนปีไหนก็ลง ไม่อยากลงทุนก็ไม่ต้องลง
ขอแค่ถือให้ครบ 5 ปีปฎิทินก็พอ  มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเพราะกองทุนนำเงินไปลงในหุ้นสามัญ


ข้อเสียคือ มีโอกาสขาดทุนหากหุ้นที่กองทุนไปลงทุนราคาตกต่ำ ความเสี่ยงสูง

 

RMF

ข้อดีคือ วันที่คุณอายุ 55ปี จะมีเงินก้อนใหญ่รอคุณอยู่ คุณจะนึกขอบคุณคนที่แนะนำให้คุณซื้อ RMF
ถ้าอยากเก็บเงินเพื่อเกษียณ การซื้อ RMF ช่วยคุณได้จริงๆ มีกองทุนให้เลือกทั้งเสี่ยงต่ำไปจนเสี่ยงสูงมาก


ข้อเสียคือ มีภาระผูกพันต้องซื้อทุกปีต่อเนื่องไปจนอายุ55ปี สำหรับคนที่กลัวภาระผูกพัน
และคิดว่าไม่น่าจะซื้อตัวนี้มาเลยตั้งแต่แรกทางแก้ก็คือ แค่ซื้อต่อไปทุกปี ปีละ5พันบาท เพื่อรักษาสิทธิ

 
ประกันชีวิต

ข้อดีคือ  ช่วยเก็บออมเงิน และมีความคุ้มครองมากกว่าเงินที่เก็บกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ความเสี่ยงต่ำมากได้เงินคืนไม่ขาดทุนแน่นอน


ข้อเสียคือ เป็นภาระผูกพันแน่นอนตามแบบที่ซื้อ เช่น ซื้อประกัน 25/15 จำนวน 50,000 บาท
คือต้องส่งเงิน 50,000 บาททุกปีเป็นเวลา 15ปี และเมื่อครบ 25ปี
จึงจะได้เงินก้อนใหญ่คืน(ระหว่างทางอาจมีเงินคืนด้วย)

นี่คือสาเหตุที่คนส่วนใหญ่กลัวการทำประกัน เพราะกลัวว่ามีภาระแน่นอน เช่นกรณีนี้คือ 15ปี
และเนื่องจากความเสี่ยงที่จะขาดทุนต่ำมาก ผลตอบแทนที่แท้จริงก็ต่ำด้วยเช่นกัน

(อย่าไปเชื่อการคำนวณแบบพิศดาร ว่าได้ผลตอบแทนเป็น 100%-200%
ผมบอกได้เลยว่าผลตอบแทนที่แท้จริงนั้นพอๆ กับเงินฝากประจำ 24เดือน)

 
จะว่าไป LTF RMF ประกันชีวิต ต่างก็มีจุดดีจุดด้อยของตัวเอง สำหรับผมแล้วลงทุนทุกอย่างเลยครับ
ขอให้เพื่อนๆ เลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองและได้ประโยชน์ทางภาษีสูงสุดนะครับ ^_^