วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

"กับดัก 8 ประการ" มือใหม่ต้องระวัง..!!



1. ไม่กระจายความเสี่ยง
"อย่าเก็บไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว".. เพราะหากคุณพลาดทำมันตก คุณจะไม่เหลืออะไรเลย..!! การกระจายความเสี่ยง = ลดความเสี่ยง.. แต่มือใหม่ไม่ชอบซื้อหุ้นหลายตัว เพราะคิดว่ารวยช้า.. อัดตัวเดียวแล้ววัดกันไปเลยดีกว่า... ฟังแล้วคล้ายๆกับการพนันเลย ว่าไหม..??

2. ไม่มีแผนการลงทุน
 ก่อนซื้อหุ้นเคยทำแผนก่อนหรือเปล่า..?? หรือว่าเพื่อนบอกแล้วก็ซื้อเลย ไม่ต้องไปคิดมาก..!! พอขาดทุนทำยังไง ก็โทษเพื่อนซิ.. ง่ายดี..!! การลงทุนที่ดีต้องมีแผนเสมอ ว่าจะเลือกหุ้นยังไง เข้าออกตรงไหน บริหารเงินทุนอย่างไร.. สำคัญสุดๆ..

3. ตั้งเป้าไม่สมจริง
 เพิ่งก้าวเข้ามาในตลาด ยังไม่มีความรู้ แต่อยากได้กำไรเยอะๆ ปีละ 100%.. กดดันตัวเองจนเกินไปโดยไม่ดูความเป็นไปได้ในชีวิตจริง..!! นักลงทุนชื่อดังระดับโลกยังทำไม่ได้เลย..!! สุดท้ายอย่าลืมว่า "ผลกำไรก้อนโต".. สำคัญไม่เท่า "ความสม่ำเสมอ" นะ..

4. เล่นหุ้นตามข่าว
 ซื้อหุ้นตาม "เขาบอก"... แล้วเขาคือใคร เคยถามไหม..?? รอข่าวดีแล้วค่อยซื้อ แปลว่าหุ้นขึ้นมาเยอะแล้ว ก็ซื้อแพงตลอด.. รอข่าวร้ายค่อยขาย ก็คือขายถูกตลอด.. สรูป "ซื้อแพง ขายถูก".. แล้วเมื่อไหร่จะกำไร?

5. ไม่ทำการบ้าน
 หลายคนเข้ามาในตลาดเพราะมองเป็นหนทางในการ "รวยง่ายๆ".. ไม่เหนื่อย ทำงานวันละไม่กี่ชั่วโมง.. จริงหรอ!? ลองไปถามนักลงทุนที่ประสบสำเร็จดู.. ทุกคนจะบอกว่าเขาต้องทำการบ้านหนักแค่ไหน วางแผนการลงทุนนอกเวลาทำงานตลอด ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอก.. จะทำต้องทำจริง!!

6. ทนรวยไม่เป็น
 กำไรหุ้นอยู่ 5% แต่กลัวมันลง.. รีบขายก่อนดีกว่า เอาชัวร์..!! ได้ครั้งละไม่กี่ช่อองแบบนี้แล้วก็มาบ่นว่าทำไมไม่รวย.. ก็เพราะไม่ยอมทนรวยไง.. จะเป็น VI ต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง "ราคาและมูลค่า" ส่วนเทรดเดอร์ก็ต้องดูแนวโน้มหลักให้ออก let profits run ให้เป็น..!!

7. ไม่ยอม Cut Loss

ความหวังเป็นสิ่งที่ดี... แต่การมีความหวังตอนขาดทุนหุ้น แบบนี้ไม่ดีแน่..!! หวังว่าหุ้นจะกลับมาที่เดิม หวังว่าขาดทุนจะพลิกเป็นกำไร.. ยิ่งหวังก็ยิ่งไม่ยอมตัดขาดทุน.. สุดท้ายติดดอยยาวตามสูตร.. ความคิดแบบนี้ ต้องปรับด่วน..!!

8. เล่นแต่หุ้นปั่น
 ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามือใหม่ชอบเล่นหุ้นปั่น มันตื่นเเต้น น่าลุ้น แถมยังทำให้รวย(และจน)เร็วได้ด้วย.. เล่นหุ้นผันผวนมากๆแต่ไม่รู้จริง ระหว่างวันก็ต้องทำงานไม่มีเวลาเฝ้า เล่นไปเล่นมามีแต่ความเครียด แค่นี้ก็รู้ชะตากรรมแล้ว..!! เล่นแต่หุ้นไร้พื้นฐานแล้วไม่เวิร์ค ลองหันมาดูหุ้นที่มีพื้นฐานกันบ้างดีไหม..? 

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทำไม นักวิเคราะห์แนะให้ซื้อ มันกลับลง พอแนะขาย มันกลับขึ้น?


การที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้ซื้อแล้วลง เชียร์ให้ขาย แล้วขึ้น ไม่ใช่เพราะ เขาไม่มีความรู้และเครื่องมือในการทำงาน ที่ดีพอนะ ความรู้และเครื่องมือในการวิเคราะห์การลงทุนของเขา มากมายหลายหลาก แต่รายใหญ่ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือ เจ้าของบริษัท เดี๋ยวนี้ เขามักจะเลือกคนเก่งกราฟ มาดูแลราคาหุ้น และใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาหาประโยชน์ส่วนตนอีกที ด้วยการไล่ราคาหุ้นจนกระทั่งกราฟ "สั่งซื้อ" (buy signal) แล้ววางขายรินขายฝั่ง offer เมื่อกราฟ "สั่งถือ" แล้วทุบเปรี้ยงลงมาเลย เมื่อแรงเคาะซื้อเริ่มหมดแรง เพื่อให้กราฟ "สั่งขาย" ให้เขาได้ซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ...... นี่คือความจริง ภาคสนามรบ 

The Secret Has Been Revealed! 

ถ้าท่านเป็นเจ้าของบริษัท อุตส่าห์์ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำๆ ขายใส่ตลอดทาง ท่านเซ็งไหม ....... มันต้องใช้เงินมากขึ้นกว่าเดิมไหมในการทำราคา หากพวก net settlement มาจับเสือมือเปล่า กินเงินท่าน ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน .... ด้วยเหตุนี้ รายใหญ่ จึงมี ลาก มีกระชาก มีขายทิ้ง เป็นระยะๆ ไม่งั้น เงินหมดตัวแน่ กว่าราคาหุ้นจะถึงเป้าหมาย ที่ "นาย" สั่ง 

Step a - 
เมื่อเขาต้องการซื้อหุ้น ในราคาถูก เขาจะไปเช็คกราฟ technical จากโปรแกรมของเขา เพื่อหาจุด cut loss และแนวรับ จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ไว้ หลายๆราคา + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ที่แนวรับ + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid รอ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุด cut loss ..... 
จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯหนึ่ง ให้ขายโครมลงมา ที่ฝั่ง bid (หุ้นไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง) ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ถือหุ้นต้นทุนต่ำรายอื่นก็จะทิ้งหุ้นลงมาด้วย ทำให้ bid ที่เขาสั่งตั้งไว้ที่แนวรับ ได้ของไปพอสมควร 
จากนั้น ก็สั่งขายหุ้นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้นี้แหละ โครมลงมาอีกที เพื่อให้หลุดแนวรับ หรือ ให้ถึงจุดที่โปรแกรมจะต้องสั่งขาย .... เมื่อหลุดแนวรับ หรือ เมื่อถึงจุดที่โปรแกรมสั่งขาย คราวนี้ ราคาจะไหลรูดดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ปริมาณหุ้นที่เขาตั้งซื้อในระดับราคาต่ำๆ จะได้รับคืนครบหมดตามปริมาณที่เขาต้องการ หรือ อาจจะ blocked ราคาที่ฝั่ง offer ไปนานๆ จนกว่าจะได้ของครบ ระหว่างนี้ อาจมี ตบ มี ทุบ ด้วยก็ได้ หากของยังไม่ได้คืนอย่างที่ตั้งใจ ......แล้ววันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะดาหน้า มา recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ .... นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ต้องใช้กลยุทธ์ Short Against Port ควบคู่ไปกับ การใช้ จุด Trailing Stop (เช่นเดียวกับการยก Trailing Stop ขึ้นไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ Let Profit Run) 


Step b - 
พอได้ของครบ ก็ค่อยๆเคาะซื้อไล่ราคาขึ้น แบบไม่ให้ใครสังเกต ระหว่างนี้ กราฟยังไม่สั่งซื้อนะ คนในตลาดก็จะไม่ค่อยได้สังเกตเห็น ..... เมื่อได้ของพอประมาณแล้ว ก็จะปล่อยข่าวดีเป็นระยะๆ พร้อมสั่งให้อีกโบรกฯ วางขายหุ้นหนาๆ ที่ฝั่ง offer แล้วตัวเองก็สั่งอีกโบรกฯ ให้เคาะซื้อไล่ราคาขึ้นไป (หุ้นไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แค่เปลี่ยนไปอยู๋ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง) อีกไม่นาน มันก็ผ่านพ้นแนวต้านได้ โปรแกรมก็จะสั่งซื้อแล้ว คราวนี้ นักวิเคราะห์ก็จะดาหน้ากันออกมา recommend "buy" ..... 
โธ่ ท่าน คนมา bid ซื้อเยอะๆในราคาสูงๆอย่างงี้ ตุนไว้ 30 ล้านหุ้น 50 ล้านหุ้น ไม่ขายตอนนี้จะไปขายตอนไหน .... แต่ ครั้นจะขายโครมลงมา กราฟจะเสีย ราคาจะเสีย อย่ากระนั้นเลย กราฟยัง "สั่งถือ" เราเลยต้องแอบๆขาย มีเคาะขวาสลับบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่า "ยังสั่งถือ" .... จนเมื่อใด ที่แรงซื้อเริ่มเบา คราวนี้ล่ะ เขาจะรีบขายโครมลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่งั้น อีก 10 ล้านหุ้นที่เหลือ จะออกไม่ทัน (แต่เดี๋ยวก่อน ขอเก็บไว้สัก 2 ล้านหุ้นแล้วกัน ที่จะไม่ขาย จะเตรียมไว้ขาย ในวันหลัง โดยจะขายโครมลงมาจนหลุดแนวรับหลุดหลุ่ย เพื่อให้กราฟสั่งขาย ไม่งั้น เดี๋ยวจะไม่ได้ของคืนหากทุกคนยังเก็บหุ้นไว้ไม่ยอมปล่อย) ......
แล้ววันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะดาหน้า มา recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ ..... 
"นาย" ก็ happy เพราะสัดส่วนการถือหุ้นยังคงเดิม แต่ฟันกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเรียบร้อยไปแล้ว 40-80% (บางท่านอาจจะบอกว่า เขาได้กันที เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้ ไม่จริง เพราะ ส่วนหนึ่งของราคาที่ขึ้นไป เกิดจากการซื้อเอง ขายเองด้วย > กำไรจากโบรกหนึ่ง แต่ไปขาดทุนในอีกโบรกฯหนึ่ง การคำนวณกำไรจึงไม่สามารถเอา high มาลบ low แล้วคูณด้วยราคาหุ้นได้)

*** เพราะเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องใช้ทุกอย่างร่วมกันในการประกอบการตัดสินใจลงทุน ..... หุ้นไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรสำเร็จ ที่จะให้ใครมาสั่งซื้อสั่งขาย แล้วเรามานั่งรอรับตังค์สบายๆ โดยไม่ต้องทำการบ้านมาล่วงหน้า ****

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ข้อผิดพลาดของนักลงทุนที่พบบ่อยๆ



1.เลือกหุ้นไม่เป็น ไปซื้อหุ้นปลายแถวและไม่ใช่ผู้นำในตลาด
2.ซื้อหุ้นในขาลงเพราะคิดว่าได้ของถูกทั้งที่กิจการนั้นอาจจะใกล้เจ๊งเต็มที 
3.ซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยขาลง เพราะเหมือนกับการเอาเงินดีไปรวมกับเงินแย่ แทนที่จะกำไรกลายเป็นขาดทุนไปเรื่อยๆ 
4.ซื้อหุ้นโดยดูจากราคา เพราะคิดว่าได้จำนวนหุ้นมากกว่า เช่น หากเรามีเงินลงทุน100บาท ซื้อหุ้นราคา1บาทก็ได้ 100หุ้น แต่ถ้าซื้อหุ้นราคา10บาทจะได้แค่ 10 หุ้น ซึ่งบางครั้งหุ้นราคาต่ำกว่าอาจไม่ใช่หุ้นที่ดีในอุตสาหกรรมนั้นก็ได้ แถมยังมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงของราคาเร็วกว่าด้วย 
5.ซื้อหุ้นโดยไม่มีความรู้ ไม่ลงทุนศึกษาพื้นฐานหรือเทคนิคอล 
6.เชื่อข่าวลือ หรือเชื่อข่าวท่านเค้าบอกมา 
7.เฟ้นหาเฉพาะหุ้น P/E ต่ำ ซึ่งบางทีหากเราคิดว่าราคาหุ้นมันยังไม่ไปไหนมันอาจจะต่ำเพราะกำไรต่ำเตี้ยนั่นเอง 
8.ซื้อหุ้นเฉพาะชื่อที่คุ้นเคย ซึ่งบางครั้งหุ้นชื่อแปลกๆอาจเป็นเพชรในตมก็ได้ 
9.นักลงทุนมากกว่า98%กลัวที่จะซื้อหุ้นที่ทำnew high เพราะเขารู้สึกว่ามันแพงเกินไปแล้ว ซึ่งข้อนี้เป็นเพียงความรู้สึกของนักลงทุนเท่านั้น 
10.เมื่อซื้อหุ้นผิดตัวแล้วเกิดการขาดทุน ก็จะดึงดันถือสถานะนั้นไปเรื่อยรอจนขาดทุนเยอะๆแล้วจึงตัดใจขายทิ้ง นั่นทำให้เจ๊งหนัก 
11.นักลงุนมักจะขายหุ้นที่มีกำไรออกมาก่อนตัวที่ขาดทุน เพราะพอหุ้นขึ้นทนรวยไม่ได้ แต่เมื่อหุ้นลงกลับเป็นศรีทนได้ 
12.นักลงทุนบางคนมัวแต่กังวลเรื่องคอมมิชชัน แท้ที่จริงเราควรกังวลถึงกำไรสุทธิมากกว่า 
13.นักลงทุนจะซื้อหุ้นโดยตั้งbidรอ ไม่กล้าโยนofferทำให้เราอาจเสียโอกาสทำกำไรหรือควบคุมจุดขาดทุนไม่ได้ 
14.ตัดสินใจไม่ได้และมีความลังเลว่าจะซื้อหรือขายดี เพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ By: William O'Neil จากหนังสือ "How to Make Money in Stocks

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

20 ข้อ ที่ควรให้ลูกรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 45


20 ข้อ ที่ควรให้ลูกรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 45

1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไปในสายวิชาที่ตนเลือก แต่ภาษาอังกฤษ จำเป็นมากๆ จงให้ใส่ใจ ส่วนวิชาอื่นๆ เอาแค่ดีพอหางานดีๆทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด
ภาษาอังกฤษสร้างผลงานได้

2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมากพอๆ กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน

3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น..
สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง

4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญ
ที่ต้องจำไว้ คือ "ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด"

5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด เพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป

6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด

7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว

8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก
สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน. อย่าลืมคบกับที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน

9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทาง รู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้

10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้

11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน
เพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้

12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว
เพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ

13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา
จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์

14. สร้างเนื้อ สร้างตัว
ให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก

15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาว
เพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม

16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน

17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็นพ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ

18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถ
ทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้

19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบก
โลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอม
ตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป

# หากคิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์ !!
กรุณาเเบ่งปันให้สักคนรับรู้

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

ค้นพบนิยามความสุข

หนังเรื่อง Hector and the search for happiness  หนังสร้างจากหนังสือขายดี เป็นเรื่องราวของ จิตแพทย์คนหนึ่ง มีอาชีพทำหน้าที่ให้ปรึกษาคนไข้ อยู่มาวันหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่เขาตอบคนไข้ไปมันไม่จริง เหมือนโกหกไปวันๆ คำตอบเป็น pattern ไม่ได้มาจากของจริง เขาเลยตัดสินใจเดินทางรอบโลกเพื่อค้นหาว่า จริงๆแล้วนิยามความสุขคืออะไรกันแน่ ในระหว่างทางเขาก้อได้จดบันทึกนิยามความสุขที่เขาได้พบเจอไปดัวย หนังจบลงที่เขาได้ค้นพบนิยามความสุขจริงๆแต่ไม่ใช่เพื่อคนไข้เขา กลับเป็นตัวเขาเอง ผมดูจบด้วยความประทับใจและยังฟินอยู่ เลยไป search หาว่าบันทึกนิยามความสุขของ Hector มีไรบ้าง มีคนโพสและแปลไว้ในเน็ต เลยเอามาแบ่งปันคับ 
" บันทึกนิยามความสุข " จากนายเฮคเตอร์ นำมาฝากกัน

1. Making comparisons can spoil your happiness
ความสุขจะลดลงถ้ามีการนำไปเทียบ

2. Happiness often comes when least expected
ถ้าคาดหวังน้อย ความสุขจะมา

3. Many people only see happiness in their future
หลายๆคนมองแต่ความสุขในอนาคต

4. Many people think happiness comes from having more power or more money
และหลายๆคน ก็คิดว่าความสุขมาจากการมีอำนาจหรือเงิน

5. Sometimes happiness is not knowing the whole story
บางครั้งความสุขเกิดจากการที่ไม่รู้ในทุกเรื่อง

6. Happiness is a long walk in beautiful, unfamiliar mountains
ความสุขคือการเดินทางที่สวยงาม ข้ามภูเขาที่ไม่คุ้นเคย

7. It’s a mistake to think that happiness is the goal
มันไม่ใช่นะ ที่คิดว่าความสุขเป็นเป้าหมาย

8. Happiness is being with the people you love; unhappiness is being separated from the people you love
ความสุขเกิดจากการได้เคียงข้างคนที่คุณรัก และไม่สุขทันทีเมื่อโดนพลัดพราก

9. Happiness is knowing that your family lacks for nothing
ความสุขรู้ว่าครอบครัวคุณขาดอะไร 

10. Happiness is doing a job you love
ความสุขคือการได้ทำงานที่คุณรัก

11. Happiness is having a home and a garden of your own
ความสุขอยู่ในบ้านและสวนของคุณเอง

12. It’s harder to be happy in a country run by bad people
ยากที่จะมีความสุข ในประเทศที่ขับเคลื่อนโดยคนไม่ดี

13. Happiness is feeling useful to others
การได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น นั่นแหละความสุข

14. Happiness is to be loved for exactly who you are (People are kinder to a child who smiles)
ความสุขจะอยู่กับคนที่เป็นตัวของตัวเอง (ที่เป็นคนใจดีที่สร้างรอยยิ้มแก่ผู้อื่น)

15. Happiness comes when you feel truly alive
ความสุขจะมาเมื่อคุณมีชีวิตชีวาจากใจ

16. Happiness is knowing how to celebrate
ความสุขคือการเฉลิมฉลองให้เป็นเมื่อควร

17. Happiness is caring about the happiness of those you love
ความสุขคือการได้ใส่ใจในความสุขของคนที่คุณรัก

18. Happiness is not attaching too much importance to what other people think
ความสุขไม่ได้ให้ความสำคัญนักกับสิ่งที่คนอื่นคิด

19. The sun and the sea make everybody happy
ดวงอาทิตย์และทะเล ทำให้ทุกคนมีความสุข

20. Happiness is a certain way of seeing things
ความสุขประกอบจากเส้นทางจากสิ่งที่เห็น

21. Rivalry poisons happiness
การแข่งขันคือยาพิษของความสุข

22. Women care more than men about making others happy
ผู้หญิงใส่ใจในการสร้างความสุขแก่ผู้อื่นมากกว่าผู้ชาย 

23. Happiness means making sure that those around you are happy
ความสุขหมายความถึงความแน่ใจว่าคนรอบตัวคุณมีความสุข

Ref. : http://whatishouldhavelearned.tumblr.com/…/305945350…/hector

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

ชนะหุ้นด้วย 7 กลยุทธ์

ชนะหุ้นด้วย 7 กลยุทธ์
กลยุทธ์การลงทุนของ “น.พ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ”

ข้อ 1. หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น หรือ ROE สูง 15-20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ROE จะบ่งบอกความสามารถของผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น “ยิ่งสูง ยิ่งดี” แต่บางครั้งก็มีตัวหลอกเหมือนกัน หากบริษัทนั้นมีหนี้สินจำนวนมาก ฉะนั้นต้องดูดีๆ อย่ารีบเชื่อ

ข้อ 2. หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ ROA สูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

ข้อ 3. ต้องมี PEG ratio น้อยกว่า 1 เท่า คือ การเทียบค่า P/E ratio กับการเจริญเติบโตของกำไรสุทธิ (Growth) หาโดยนำค่า P/E ratio ตั้งหารด้วยเปอร์เซ็นต์การเจริญเติบโตนั้น บริษัทใดที่ราคาหุ้นต่ำจะน่าซื้อ ถ้าค่า PEG ratio เกิน 1 แสดงว่า ราคาหุ้นสูงเกินไป

ข้อ 4. ต้องมีอัตราเงินปันผลตอบแทน หรือ Dividend Yield อยู่ในระดับ 3.5-4 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถามว่า ทำไมต้องเป็นตัวเลขนี้ เพราะเป็นตัวเลขที่มากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ปกติจะอยู่ระดับ 3 เปอร์เซ็นต์

ข้อ 5. หุ้นตัวนั้นต้องมีกระแสเงินสดสูงๆ ยิ่งไม่ต้องจ่ายหนี้จะชอบมากเป็นพิเศษ

ข้อ 6. ผู้บริหารต้องไว้ใจได้ พูดแล้วทำได้จริง ซึ่งเราต้องไปคุยกับผู้บริหารบ่อยๆ ยิ่งเขาถือหุ้นประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งชอบเพราะมันจะบ่งบอกว่า เขาจะทุ่มเทในการทำงานมากขนาดไหน

ข้อสุดท้าย จะดูปัจจัยทางกายภาพ ธุรกิจนี้มีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน โอกาสเติบโตของรายได้และกำไรเป็นอย่างไร สินค้าหรือธุรกิจหลักจะเติบโตไปตามชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และลูกค้านิยมชมชอบสินค้ามากหรือน้อยแค่ไหน ที่สำคัญจะดูว่าคู่แข่งของเขามีใครบ้าง หากจะมีคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ได้ง่ายหรือยาก

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ที่สุดของการลงทุนปี 2557

ปี 2557 ผ่านไป ปี 2558 ผ่านเข้ามา มาดูกันว่า การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดปี 2557 เป็นอย่างไรบ้าง

① ดัชนีหุ้นไทย (ข้อมูลจาก Aspen for Windows)

เมื่อพิจารณาจากดัชนีผลตอบแทนรวมหรือ Total Return Index (TRI) ของหุ้นกลุ่มต่างๆ ซึ่งสะท้อนทั้งผลจากราคาหุ้น การจ่ายปันผล และการได้รับสิทธิต่างๆ เช่น หุ้นปันผล ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrants) ไว้หมดแล้ว พบว่า

กลุ่มหุ้นเล็ก (ที่ไม่ค่อยจะเล็กแล้ว) หรือ mai … ร้อนแรงที่สุด บวกไป 98.95% หรือเกือบ 1 เท่าตัว โดยหลายท่านคงจะทราบว่าหุ้นที่เป็นผู้นำในตลาด mai คือ Energy Absolute (EA) ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าตลาดถึง 24% หรือเกือบ 1 ใน 4 ของทั้งตลาด mai … และเฉพาะหุ้น EA ตัวเดียว บวกไปถึง 226% ตลอดปี 2557

กลุ่มหุ้นโดยรวม หรือ SET TRI ถึงจะไม่ร้อนแรงเท่าหุ้นเล็ก แต่ก็บวกไปถึง 19.11%
กลุ่มหุ้นใหญ่ หรือ SET50 TRI บวกตามมาที่ 16.98%

ขณะที่ กลุ่มหุ้นปันผล หรือ SET 30 High Dividend TRI รั้งท้าย บวกขึ้นมาเพียง 9.31% เท่ากับว่า ปี 2557 ใครเน้นหุ้นปันผลตัวใหญ่ๆ จะได้ผลตอบแทนตามหลังหุ้นทั่วๆ ไป (SET TRI) อยู่ถึงครึ่งทาง

② หุ้นไทยรายตัว (ข้อมูลจาก setsmart.com และ Aspen for Windows)

3 อันดับแรกที่บวกร้อนแรงที่สุด คือ

• บริษัท แอสเซท ไบร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ ABC บวกขึ้นมาจาก 0.16 บาท เมื่อปลายปี 2556 มาอยู่ที่ 4.46 บาท เมื่อสิ้นปี 2557 หรือบวก 2,688% (เกือบ 27 เด้ง) โดยมีการตบจูบลากขึ้นทุบลงหลายรอบ

• บริษัท เอื้อวิทยา จำกัด (มหาชน) หรือ UWC บวกขึ้นมาจาก 2.26 บาท มาอยู่ที่ 37 บาท  หรือบวก 1,537% (15 เด้งเศษ) และที่เหลือเชื่อมากก็คือ 15 เด้งนี้ มาเกิดเอาในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายของปี

• บริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) หรือ DIMET บวกขึ้นมาจาก 1.23 บาท มาอยู่ที่ 13.8 บาท หรือบวก 1,021% (10 เด้งเศษ)

3 อันดับแรกที่ร่วงเยินที่สุด คือ

• บริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน) หรือ SLC ร่วงจาก 0.62 บาท เมื่อปลายปี 2556 มาเหลือเพียง 0.08 บาท เมื่อสิ้นปี 2557 เท่ากับร่วงลงไป 87% (เหลือเพียง 1 ใน 8)

• บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AS ร่วงจาก 8.80 บาท เหลือเพียง 3.80 บาท  เท่ากับร่วงลงไป 57% (เหลือไม่ถึงครึ่ง)

• บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ AMARIN ร่วงจาก 19.18 บาท  เหลือเพียง 10.40 บาท เท่ากับร่วงลงไป 46% (เหลือเพียงครึ่งเดียว)

③ กองทุนรวมที่ซื้อได้ในประเทศไทยซึ่งรวมกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ  (ข้อมูลจาก morningstarthailand.com)

กองทุนหุ้น
เด่นสุด: กองทุนเปิดเอคควิตี้โปร หุ้นระยะยาว (บลจ.โซลาริส) บวก 38.27% ตามมาด้วย กองทุนเปิดทหารไทย China Equity Index (บลจ.ทหารไทย) บวก 37.00%

ดับสุด: กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็งค์ อิเมอร์จิ้ง อีสเทอร์น ยุโรป เอฟไอเอฟ (บลจ.แมนูไลฟ์) ลบ 31.83% ตามมาด้วย กองทุนเปิด เคแทม เวิลด์ เมทัล แอนด์ ไมน์นิ่ง ฟันด์ (บลจ.กรุงไทย) ลบ 23.34%

กองทุนตราสารหนี้
เด่นสุด: กองทุนเปิด โกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต – ปันผล (บลจ.ยูโอบี) บวก 10.40% ตามมาด้วย กองทุนเปิดเคแอสเซ็ท โกลบัล ฟิกซ์อินคัม 4 (บลจ.กสิกรไทย) บวก 10.00%

ดับสุด: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (บลจ.ไทยพาณิชย์) ลบ 7.14% ตามมาด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นและเงินฝากสกุลเงินออสเตรเลีย (บลจ.ไทยพาณิชย์) ลบ 7.04%

กองทุนผสม
เด่นสุด: กองทุนเปิดไทยทวีทุน 2 (บลจ.กรุงไทย) บวก 47.63% ตามมาด้วย กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี-บีทีอินคัมโกรทฟันด์ (บลจ.เอ็มเอฟซี) บวก 23.27%

ดับสุด: เอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทน (บลจ.เอ็มเอฟซี) ลบ 35.14% ตามมาด้วย กองทุนเปิดเคแทม อินเวสเมนท์ เลเจนด์ ฟันด์ (บลจ.กรุงไทย) ลบ 9.04%

กองทุนตลาดเงิน
เด่นสุด: กองทุนเปิด เคเอ ชอร์ท เทอม ฟิกซ์ อินคัม (บลจ.กสิกรไทย) บวก 2.92%

ดับสุด: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงิน (บลจ.ไทยพาณิชย์) บวก 1.52% (บวกน้อยที่สุดในบรรดากองทุนตลาดเงิน)

กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF)
เด่นสุด: กองทุนเปิดเอคควิตี้โปร หุ้นระยะยาว  (บลจ.โซลาริส) บวก 38.27% ตามมาด้วย กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว (บลจ.เอ็มเอฟซี) บวก 26.83%

ดับสุด (บวกน้อยสุด): กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีอิสลามิกหุ้นระยะยาว (บลจ.เอ็มเอฟซี) บวก 3.17% ตามมาด้วย กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวอิควิตี้ 70 ปันผล (บลจ.กรุงศรี) บวก 5.57%