วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

การเลือกลงทุนในหุ้นทั้ง 6 ประเภท


การศึกษาและหาหุ้นเพื่อลงทุนนั้นเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ หุ้นก็เหมือนคน ที่มีความแตกต่างทางนิสัยและพฤติกรรม เราจึงควรเลือกหุ้นที่ "เข้ากับเราได้" และเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของเรามากที่สุด.. หลายคนอาจมองข้ามขั้นตอนนี้ไป แต่การเลือกหุ้นให้ถูกจริตกับนักลงทุนนั้นสามารถช่วยให้เราลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงและความเครียด และส่งผลบวกต่อผลตอบแทนโดยรวม...

ผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนชื่อดัง Peter Lynch เคยนิยามประเภทหุ้นแบบกว้างๆไว้ทั้งหมด 6 ประเภท.. หุ้นแต่ละประเภทมีปัจจัยด้านความเสี่ยง ความผันผวน และพฤติกรรรมการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน.. ดังนั้นหลักการในการวิเคราะห์และกลยุทธ์การซื้อขายย่อมต้องต่างออกไปด้วย.. ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้ถึงความแตกต่างเหล่านี้ จะได้เลือกหุ้นที่เข้ากับนิสัยของเราได้ และใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมแก่การซื้อขาย..

1. หุ้นโตช้า
หุ้นในกลุ่มนีมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประวัติและพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง การเติบโตที่ช้าแต่ต่อเนื่องทำให้หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ "ปลอดภัย" และโดยมากจะสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ในปริมาณที่น่าพึงพอใจ... หุ้นประเภทนี้จะค่อยขึ้นแบบช้าๆ และมีความคาดหวังการเติบโตต่อปีต่ำ เช่นหุ้นบริษัทสาธารณูปโภคทั้งหลาย... ดังนั้นจึงเหมาะกับการลงทุนแบบระยะยาวเพื่อรับปันผลต่อเนื่อง เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ และควรหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาถูกมากๆ

2. หุ้นโตปานกลาง
หุ้นบริษัทขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีเชื่อเสียงคนส่วนใหญ่รู้จัก สามารถเติบโตได้ราว 10-15% ต่อปี.. หุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีปันผลให้แต่ปริมาณของปันผลขึ้นอยู่กับยอดขายและผลประกอบการในแต่ละปี.. บริษัทอาจออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นครั้งคราว แต่ไม่ได้มีผลต่อการเคลื่อนไหวที่หวือหวามากนัก.. สามารถนำมาลงทุนในรอบระยะกลางถึงยาว เพื่อรับผลตอบแทนทั้งปันผลและส่วนต่างของราคา.. เหมาะสมกับการถือในสัดส่วนที่สูงในพอร์ต เพราะค่อนข้างปลอดภัยและสร้างผลตอบแทนที่ใช้ได้..

3. หุ้นโตเร็ว
หุ้นบริษัทเล็กที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดราว 20-25% ต่อปี.. ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงในระยะเวลาอันสั้น ถ้าเลือกถูกตัวอาจขึ้นได้หลายเท่าตัว.. แต่แน่นอนความเสี่ยงก็สูงตามมาด้วย ราคาหุ้นมีความผันผวนมากกว่า ถ้าบริษัทโตไม่ทันความคาดหวังของนักลงทุน ราคาอาจลงแรงได้ในฉับพลัน.. จังหวะการเข้าออกจึงมีความสำคัญมาก ควรใช้กราฟ Technical มาช่วยจับจังหวะ และไม่ควรถือในสัดส่วนที่มากเกินไป

4. หุ้นวัฏจักร
หุ้นกลุ่มนี้มักเคลื่อนไหวเป็นรอบๆที่สอดคล้องกับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมหรือเศรษฎกิจ เช่นกลุ่มก่อสร้าง ท่องเที่ยว... รายได้ของบริษัทจึงขึ้นลงตามจังหวะของรอบนั้น.. เป็นการลงทุนทีมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากถ้าเข้าซื้อผิดจังหวะอาจทำให้เสียหายหนักได้.. การศึกษาด้านวัฏจักรของกลุ่มอุตสาหกรรมจึงจำเป็น จังหวะเข้าออกสำคัญที่สุด ถือยาวไม่ได้ เหมาะสมกับคนที่มีประสบการณ์ใช้ Technical หาจังหวะเข้าออก และมองภาพรวมขาดเท่านั้น..

5. หุ้น Turnaround
บริษัทที่เคยย่ำแย่ขาดทุนมาก่อนในอดีต ราคาหุ้นตกลงมาแล้วไม่ขยับไปไหน แต่สามารถฟื้นฟูธุรกิจหรือมีอะไรใหม่ๆ เช่นผลิตภัณฑ์หรือผู้บริหาร ที่สามารถนำพาบริษัทให้พลิกกลับมากำไรใหม่ได้อีกครั้ง.. ถ้าสามารถหาบริษัทประเภทนี้เจอในจังหวะที่เหมาะสม จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลในเวลาอันสั้น.. แต่ความยากอยู่ในการวิเคราะห์และค้นหาหุ้นที่จะ Turnaround เพราะไม่ง่ายที่บริษัทที่มีปัญหาจะสามารถฟื้นกลับมาได้จริง.. ดังนั้นหุ้นประเภทนี้จึงเหมาะกับคนที่สามารถศึกษาบริษัทได้อยากลึกซึ้งจริงๆ และรับความเสี่ยงได้สูง..

6. หุ้น Asset Play
หุ้นกลุ่มนี้เป็นบริษัที่มีสินทรัพย์ซ่อนอยู่ที่มีมูลค่าสูงกว่าราคาตลาด แต่ยังไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาในราคา.. อาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นหรือมองข้ามไป ทำให้ราคาตลาดยังไม่ตอบสนอง เปรียบได้กับการเลือกซื้อของถูก.. สินทรัพย์ที่ซ่อนมูลค่าต้องมองหาจากงบการเงิน เช่นที่ดินที่เก่าที่ยังไม่ถูกนำมาประเมินใหม่.. เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เก่ง Fundamental เพราะความเสี่ยงอยู่ที่การประเมินมูลค่าที่ไม่มีจุดจับต้องที่ชัดเจน และต้องมีความอดทนสูงเนื่องจากอาจใช้เวลานานกว่ามูลค่าที่แท้จริงจะแสดงออกมา..

จัดกันไปแบบครบถ้วนทั้ง 6 แบบ.. ลองไปดูกัน ว่าอันไหนเหมาะกับตัวคุณมากที่สุด..?? ครั้งหน้าก่อนซื้อหุ้นถามตัวเองด้วยว่าตรงกับจุดมุ่งหมายเราไหม..!! อย่าลืมว่านี่เป็นเพียงการเลือกจากภาพใหญ่เท่านั้น ในการตัดสินใจซื้อขายต้องรู้ทั้ง Fundamental ที่ช่วยบอกมูลค่าของบริษัท และ Technical ช่วยหาจังหวะในการซื้อขาย รวมไปถึงเทคนิคการจำกัดความเสี่ยง.. 
Cr.The Stock Master.

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

5 อย่า ที่อย่าทำใน day trade

อยาก
1 อย่าเทรดหุ้นตัวที่คึกคักที่สุด 
กฏข้อนี้อาจดูแปลกๆ แต่ลองคิดดูสิว่าเราจะเจออะไรบ้างในสนามที่มีการแข่งขันสูง Day Trade ที่เก่งๆ ก็กำลังจับตามองมันอยู่เหมือนกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราควรจะเทรดหุ้นตัวที่รองลงมาในหุ้นกลุ่มนั้นๆ แทน
2 อย่าเทรดในช่วงเวลาอันตราย
การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากการเทรดในช่วง 11.30 - 14.30 น. ในขณะที่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเทรด คือ 2 ชั่วโมงแรกหลังเปิดตลาด ในช่วงเวลาอันตรายนั้นปริมาณการซื้อขายมักจะต่ำ และ Market Maker มักจะ...ไม่ค่อยซื้อขายมากในช่วงเวลานี้ ส่วนการขาย Short นั้นมักจะครึกครั่กในช่วงเวลา 11.30 - 13.00 น. สำหรับหุ้นที่ทำ New High สูงกว่าเดิม และ New Low ต่ำกว่าเดิม เพราะ Market Maker มักจะเสนอราคาซื้อที่ต่ำลงเพื่อกดราคา และไล่คนที่ทนไม่ไหวออกไปพักทานมื้อเที่ยง และกลับมาซื้อใหม่ในช่วงบ่ายแทน
3 อย่าขาดทุนแบบมีเหตุผล
เหตุผลเดียวในการที่คุณจะซื้อหุ้น คือ คุณคิดว่านักลงทุนรายอื่นซื้อหุ้นตัวนั้น ในตอนนั้น ถ้าหากว่าคุณมอง Trend ผิด และมีคนขายมากกว่าคนซื้อ ให้ขายหุ้นตัวนั้นทิ้งทันที ***เน้นย้ำ ขายทิ้งทันที*** ตลาดไม่เคยสนใจกับพื้นฐานของหุ้น รายได้ หรืออัตรา และสัดส่วนต่างๆ ในเวลาสั้นๆ ที่คุณถือหุ้นอยู่หรอก ดังนั้นถ้าคุณพลาดยอมรับความพ่ายแพ้เล็กๆบ้าง เพื่อให้เกิดการขาดทุนน้อยที่สุด
4 อย่าสับสนระหว่าง Day Trade และ Value Investor
นี่คืออุปสรรคสำคัญที่นักลงทุน Day Trade ส่วนใหญ่ไม่สามารถข้ามไปได้ ถ้าการเทรดของคุณ คือ การเข้าไปซื้อหุ้นแล้วถือไว้ไม่กี่นาที หรือแค่ไม่กี่ชั่วโมงล่ะก็ คุณก็ไม่ต้องไปสนใจกับ ”คลื่นแทรก” ต่างๆ เช่น การจัดอันดับโดยนักวิเคราะห์ เส้นค่าเฉลี่ย 30 วันเป็นอย่างไร หรือว่าแนวรับแนวต้านของ 2 เดือนที่ผ่านมาอยู่ตรงไหน คุณจะทำกำไรจากความรุนแรงจากการเคลื่อนไหวของราคาเท่านั้น อย่าถือหุ้นที่ทำให้คุณขาดทุน แล้วคุณก็ถือไว้โดยหวังว่า ”สักวันมันจะฟื้นคืนชีพเหมือนผีดิบ” เพราะนั่น คือ หนทางที่จะนำมาสู่การสูญเสียครั้งใหญ่หลวง หากว่าหุ้นกำลังลงแล้วหยุดที่ระดับหนึ่งพร้อมๆ กับแรงขายที่หมดลงแล้ว จึงควรจะถือหุ้นนั้นต่อ
5 อย่าต่อต้านแนวโน้ม
นักลงทุนที่เล่นหุ้นแบบ Day Trade ที่ประสบความสำเร็จได้ เราต้องเข้าใจ และทำกำไรจาก Trend จงเพิ่มความใส่ใจ และสมาธิของคุณไปอีกอย่างน้อยสี่เท่าจากเดิม และให้แน่ใจว่าคุณอ่าน Bid / Offer เป็น (คือดูแรงซื้อขายออก ว่าราคาจะไปในทิศทางไหน) และสิ่งที่สำคัญมากๆ คือ สนใจหุ้นเฉพาะไม่กี่ตัวที่เรารู้จักดี เช่น ใครคือเจ้าที่คุมตัวนี้ แก็ปราคาอยู่ที่เท่าไหร่ ช่วงราคาของวันประมาณเท่าไหร่
6 หลีกเลี่ยงคำแนะนำหุ้นราคาถูก
พยายามหลีกเลี่ยงคำแนะนำในการซื้อหุ้นจากห้องสนทนาทั่วไป หรืออย่าไปทำตามคนหมู่มาก การรียนรู้เพื่อเป็นมืออาชีพนั้น คือ การอ่านหนังสือ หรือแหล่วงข้อมูลต่างๆ แล้วดึงเกร็ดความรู้ สาระสำคัญออกมาประยุกต์ใช้ ยิ่งคุณดึงประสิทธิภาพที่ได้รับจากภูมิความรู้มากขึ้นเท่าไหร่ คุณจะพบว่าผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าคำแนะนำในการซื้อหุ้นจากห้องสนทนาทั่วไปเสียอีก
7 ล้มเหลวที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาด
ถามคำถามกับตัวเองบ้าง เช่น วันนี้ตลาดสอนอะไรให้เราบ้าง? หุ้นตัวไหนที่เราทำกำไรได้ดีสม่ำเสมอๆ เพราะอะไร? ทำไมเราถึงขาดทุนจากการเทรดครั้งนี้ และจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้การขาดทุนน้อยลง? ทำยังไงถึงจะสร้างลักษณะการลงทุนที่ทำกำไรให้เราได้?
เครดิต ...เล่นหุ้นตามเซียน

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

"กับดัก 8 ประการ" มือใหม่ต้องระวัง..!!



1. ไม่กระจายความเสี่ยง
"อย่าเก็บไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว".. เพราะหากคุณพลาดทำมันตก คุณจะไม่เหลืออะไรเลย..!! การกระจายความเสี่ยง = ลดความเสี่ยง.. แต่มือใหม่ไม่ชอบซื้อหุ้นหลายตัว เพราะคิดว่ารวยช้า.. อัดตัวเดียวแล้ววัดกันไปเลยดีกว่า... ฟังแล้วคล้ายๆกับการพนันเลย ว่าไหม..??

2. ไม่มีแผนการลงทุน
 ก่อนซื้อหุ้นเคยทำแผนก่อนหรือเปล่า..?? หรือว่าเพื่อนบอกแล้วก็ซื้อเลย ไม่ต้องไปคิดมาก..!! พอขาดทุนทำยังไง ก็โทษเพื่อนซิ.. ง่ายดี..!! การลงทุนที่ดีต้องมีแผนเสมอ ว่าจะเลือกหุ้นยังไง เข้าออกตรงไหน บริหารเงินทุนอย่างไร.. สำคัญสุดๆ..

3. ตั้งเป้าไม่สมจริง
 เพิ่งก้าวเข้ามาในตลาด ยังไม่มีความรู้ แต่อยากได้กำไรเยอะๆ ปีละ 100%.. กดดันตัวเองจนเกินไปโดยไม่ดูความเป็นไปได้ในชีวิตจริง..!! นักลงทุนชื่อดังระดับโลกยังทำไม่ได้เลย..!! สุดท้ายอย่าลืมว่า "ผลกำไรก้อนโต".. สำคัญไม่เท่า "ความสม่ำเสมอ" นะ..

4. เล่นหุ้นตามข่าว
 ซื้อหุ้นตาม "เขาบอก"... แล้วเขาคือใคร เคยถามไหม..?? รอข่าวดีแล้วค่อยซื้อ แปลว่าหุ้นขึ้นมาเยอะแล้ว ก็ซื้อแพงตลอด.. รอข่าวร้ายค่อยขาย ก็คือขายถูกตลอด.. สรูป "ซื้อแพง ขายถูก".. แล้วเมื่อไหร่จะกำไร?

5. ไม่ทำการบ้าน
 หลายคนเข้ามาในตลาดเพราะมองเป็นหนทางในการ "รวยง่ายๆ".. ไม่เหนื่อย ทำงานวันละไม่กี่ชั่วโมง.. จริงหรอ!? ลองไปถามนักลงทุนที่ประสบสำเร็จดู.. ทุกคนจะบอกว่าเขาต้องทำการบ้านหนักแค่ไหน วางแผนการลงทุนนอกเวลาทำงานตลอด ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอก.. จะทำต้องทำจริง!!

6. ทนรวยไม่เป็น
 กำไรหุ้นอยู่ 5% แต่กลัวมันลง.. รีบขายก่อนดีกว่า เอาชัวร์..!! ได้ครั้งละไม่กี่ช่อองแบบนี้แล้วก็มาบ่นว่าทำไมไม่รวย.. ก็เพราะไม่ยอมทนรวยไง.. จะเป็น VI ต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง "ราคาและมูลค่า" ส่วนเทรดเดอร์ก็ต้องดูแนวโน้มหลักให้ออก let profits run ให้เป็น..!!

7. ไม่ยอม Cut Loss

ความหวังเป็นสิ่งที่ดี... แต่การมีความหวังตอนขาดทุนหุ้น แบบนี้ไม่ดีแน่..!! หวังว่าหุ้นจะกลับมาที่เดิม หวังว่าขาดทุนจะพลิกเป็นกำไร.. ยิ่งหวังก็ยิ่งไม่ยอมตัดขาดทุน.. สุดท้ายติดดอยยาวตามสูตร.. ความคิดแบบนี้ ต้องปรับด่วน..!!

8. เล่นแต่หุ้นปั่น
 ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามือใหม่ชอบเล่นหุ้นปั่น มันตื่นเเต้น น่าลุ้น แถมยังทำให้รวย(และจน)เร็วได้ด้วย.. เล่นหุ้นผันผวนมากๆแต่ไม่รู้จริง ระหว่างวันก็ต้องทำงานไม่มีเวลาเฝ้า เล่นไปเล่นมามีแต่ความเครียด แค่นี้ก็รู้ชะตากรรมแล้ว..!! เล่นแต่หุ้นไร้พื้นฐานแล้วไม่เวิร์ค ลองหันมาดูหุ้นที่มีพื้นฐานกันบ้างดีไหม..? 

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทำไม นักวิเคราะห์แนะให้ซื้อ มันกลับลง พอแนะขาย มันกลับขึ้น?


การที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้ซื้อแล้วลง เชียร์ให้ขาย แล้วขึ้น ไม่ใช่เพราะ เขาไม่มีความรู้และเครื่องมือในการทำงาน ที่ดีพอนะ ความรู้และเครื่องมือในการวิเคราะห์การลงทุนของเขา มากมายหลายหลาก แต่รายใหญ่ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือ เจ้าของบริษัท เดี๋ยวนี้ เขามักจะเลือกคนเก่งกราฟ มาดูแลราคาหุ้น และใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาหาประโยชน์ส่วนตนอีกที ด้วยการไล่ราคาหุ้นจนกระทั่งกราฟ "สั่งซื้อ" (buy signal) แล้ววางขายรินขายฝั่ง offer เมื่อกราฟ "สั่งถือ" แล้วทุบเปรี้ยงลงมาเลย เมื่อแรงเคาะซื้อเริ่มหมดแรง เพื่อให้กราฟ "สั่งขาย" ให้เขาได้ซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ...... นี่คือความจริง ภาคสนามรบ 

The Secret Has Been Revealed! 

ถ้าท่านเป็นเจ้าของบริษัท อุตส่าห์์ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำๆ ขายใส่ตลอดทาง ท่านเซ็งไหม ....... มันต้องใช้เงินมากขึ้นกว่าเดิมไหมในการทำราคา หากพวก net settlement มาจับเสือมือเปล่า กินเงินท่าน ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน .... ด้วยเหตุนี้ รายใหญ่ จึงมี ลาก มีกระชาก มีขายทิ้ง เป็นระยะๆ ไม่งั้น เงินหมดตัวแน่ กว่าราคาหุ้นจะถึงเป้าหมาย ที่ "นาย" สั่ง 

Step a - 
เมื่อเขาต้องการซื้อหุ้น ในราคาถูก เขาจะไปเช็คกราฟ technical จากโปรแกรมของเขา เพื่อหาจุด cut loss และแนวรับ จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ไว้ หลายๆราคา + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ที่แนวรับ + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid รอ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุด cut loss ..... 
จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯหนึ่ง ให้ขายโครมลงมา ที่ฝั่ง bid (หุ้นไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง) ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ถือหุ้นต้นทุนต่ำรายอื่นก็จะทิ้งหุ้นลงมาด้วย ทำให้ bid ที่เขาสั่งตั้งไว้ที่แนวรับ ได้ของไปพอสมควร 
จากนั้น ก็สั่งขายหุ้นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้นี้แหละ โครมลงมาอีกที เพื่อให้หลุดแนวรับ หรือ ให้ถึงจุดที่โปรแกรมจะต้องสั่งขาย .... เมื่อหลุดแนวรับ หรือ เมื่อถึงจุดที่โปรแกรมสั่งขาย คราวนี้ ราคาจะไหลรูดดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ปริมาณหุ้นที่เขาตั้งซื้อในระดับราคาต่ำๆ จะได้รับคืนครบหมดตามปริมาณที่เขาต้องการ หรือ อาจจะ blocked ราคาที่ฝั่ง offer ไปนานๆ จนกว่าจะได้ของครบ ระหว่างนี้ อาจมี ตบ มี ทุบ ด้วยก็ได้ หากของยังไม่ได้คืนอย่างที่ตั้งใจ ......แล้ววันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะดาหน้า มา recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ .... นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ต้องใช้กลยุทธ์ Short Against Port ควบคู่ไปกับ การใช้ จุด Trailing Stop (เช่นเดียวกับการยก Trailing Stop ขึ้นไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ Let Profit Run) 


Step b - 
พอได้ของครบ ก็ค่อยๆเคาะซื้อไล่ราคาขึ้น แบบไม่ให้ใครสังเกต ระหว่างนี้ กราฟยังไม่สั่งซื้อนะ คนในตลาดก็จะไม่ค่อยได้สังเกตเห็น ..... เมื่อได้ของพอประมาณแล้ว ก็จะปล่อยข่าวดีเป็นระยะๆ พร้อมสั่งให้อีกโบรกฯ วางขายหุ้นหนาๆ ที่ฝั่ง offer แล้วตัวเองก็สั่งอีกโบรกฯ ให้เคาะซื้อไล่ราคาขึ้นไป (หุ้นไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แค่เปลี่ยนไปอยู๋ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง) อีกไม่นาน มันก็ผ่านพ้นแนวต้านได้ โปรแกรมก็จะสั่งซื้อแล้ว คราวนี้ นักวิเคราะห์ก็จะดาหน้ากันออกมา recommend "buy" ..... 
โธ่ ท่าน คนมา bid ซื้อเยอะๆในราคาสูงๆอย่างงี้ ตุนไว้ 30 ล้านหุ้น 50 ล้านหุ้น ไม่ขายตอนนี้จะไปขายตอนไหน .... แต่ ครั้นจะขายโครมลงมา กราฟจะเสีย ราคาจะเสีย อย่ากระนั้นเลย กราฟยัง "สั่งถือ" เราเลยต้องแอบๆขาย มีเคาะขวาสลับบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่า "ยังสั่งถือ" .... จนเมื่อใด ที่แรงซื้อเริ่มเบา คราวนี้ล่ะ เขาจะรีบขายโครมลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่งั้น อีก 10 ล้านหุ้นที่เหลือ จะออกไม่ทัน (แต่เดี๋ยวก่อน ขอเก็บไว้สัก 2 ล้านหุ้นแล้วกัน ที่จะไม่ขาย จะเตรียมไว้ขาย ในวันหลัง โดยจะขายโครมลงมาจนหลุดแนวรับหลุดหลุ่ย เพื่อให้กราฟสั่งขาย ไม่งั้น เดี๋ยวจะไม่ได้ของคืนหากทุกคนยังเก็บหุ้นไว้ไม่ยอมปล่อย) ......
แล้ววันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะดาหน้า มา recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ ..... 
"นาย" ก็ happy เพราะสัดส่วนการถือหุ้นยังคงเดิม แต่ฟันกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเรียบร้อยไปแล้ว 40-80% (บางท่านอาจจะบอกว่า เขาได้กันที เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้ ไม่จริง เพราะ ส่วนหนึ่งของราคาที่ขึ้นไป เกิดจากการซื้อเอง ขายเองด้วย > กำไรจากโบรกหนึ่ง แต่ไปขาดทุนในอีกโบรกฯหนึ่ง การคำนวณกำไรจึงไม่สามารถเอา high มาลบ low แล้วคูณด้วยราคาหุ้นได้)

*** เพราะเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องใช้ทุกอย่างร่วมกันในการประกอบการตัดสินใจลงทุน ..... หุ้นไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรสำเร็จ ที่จะให้ใครมาสั่งซื้อสั่งขาย แล้วเรามานั่งรอรับตังค์สบายๆ โดยไม่ต้องทำการบ้านมาล่วงหน้า ****

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ข้อผิดพลาดของนักลงทุนที่พบบ่อยๆ



1.เลือกหุ้นไม่เป็น ไปซื้อหุ้นปลายแถวและไม่ใช่ผู้นำในตลาด
2.ซื้อหุ้นในขาลงเพราะคิดว่าได้ของถูกทั้งที่กิจการนั้นอาจจะใกล้เจ๊งเต็มที 
3.ซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยขาลง เพราะเหมือนกับการเอาเงินดีไปรวมกับเงินแย่ แทนที่จะกำไรกลายเป็นขาดทุนไปเรื่อยๆ 
4.ซื้อหุ้นโดยดูจากราคา เพราะคิดว่าได้จำนวนหุ้นมากกว่า เช่น หากเรามีเงินลงทุน100บาท ซื้อหุ้นราคา1บาทก็ได้ 100หุ้น แต่ถ้าซื้อหุ้นราคา10บาทจะได้แค่ 10 หุ้น ซึ่งบางครั้งหุ้นราคาต่ำกว่าอาจไม่ใช่หุ้นที่ดีในอุตสาหกรรมนั้นก็ได้ แถมยังมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงของราคาเร็วกว่าด้วย 
5.ซื้อหุ้นโดยไม่มีความรู้ ไม่ลงทุนศึกษาพื้นฐานหรือเทคนิคอล 
6.เชื่อข่าวลือ หรือเชื่อข่าวท่านเค้าบอกมา 
7.เฟ้นหาเฉพาะหุ้น P/E ต่ำ ซึ่งบางทีหากเราคิดว่าราคาหุ้นมันยังไม่ไปไหนมันอาจจะต่ำเพราะกำไรต่ำเตี้ยนั่นเอง 
8.ซื้อหุ้นเฉพาะชื่อที่คุ้นเคย ซึ่งบางครั้งหุ้นชื่อแปลกๆอาจเป็นเพชรในตมก็ได้ 
9.นักลงทุนมากกว่า98%กลัวที่จะซื้อหุ้นที่ทำnew high เพราะเขารู้สึกว่ามันแพงเกินไปแล้ว ซึ่งข้อนี้เป็นเพียงความรู้สึกของนักลงทุนเท่านั้น 
10.เมื่อซื้อหุ้นผิดตัวแล้วเกิดการขาดทุน ก็จะดึงดันถือสถานะนั้นไปเรื่อยรอจนขาดทุนเยอะๆแล้วจึงตัดใจขายทิ้ง นั่นทำให้เจ๊งหนัก 
11.นักลงุนมักจะขายหุ้นที่มีกำไรออกมาก่อนตัวที่ขาดทุน เพราะพอหุ้นขึ้นทนรวยไม่ได้ แต่เมื่อหุ้นลงกลับเป็นศรีทนได้ 
12.นักลงทุนบางคนมัวแต่กังวลเรื่องคอมมิชชัน แท้ที่จริงเราควรกังวลถึงกำไรสุทธิมากกว่า 
13.นักลงทุนจะซื้อหุ้นโดยตั้งbidรอ ไม่กล้าโยนofferทำให้เราอาจเสียโอกาสทำกำไรหรือควบคุมจุดขาดทุนไม่ได้ 
14.ตัดสินใจไม่ได้และมีความลังเลว่าจะซื้อหรือขายดี เพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ By: William O'Neil จากหนังสือ "How to Make Money in Stocks

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

20 ข้อ ที่ควรให้ลูกรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 45


20 ข้อ ที่ควรให้ลูกรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 45

1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไปในสายวิชาที่ตนเลือก แต่ภาษาอังกฤษ จำเป็นมากๆ จงให้ใส่ใจ ส่วนวิชาอื่นๆ เอาแค่ดีพอหางานดีๆทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด
ภาษาอังกฤษสร้างผลงานได้

2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมากพอๆ กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน

3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น..
สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง

4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญ
ที่ต้องจำไว้ คือ "ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด"

5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด เพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป

6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด

7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว

8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก
สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน. อย่าลืมคบกับที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน

9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทาง รู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้

10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้

11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน
เพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้

12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว
เพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ

13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา
จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์

14. สร้างเนื้อ สร้างตัว
ให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก

15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาว
เพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม

16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน

17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็นพ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ

18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถ
ทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้

19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบก
โลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอม
ตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป

# หากคิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์ !!
กรุณาเเบ่งปันให้สักคนรับรู้

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

ค้นพบนิยามความสุข

หนังเรื่อง Hector and the search for happiness  หนังสร้างจากหนังสือขายดี เป็นเรื่องราวของ จิตแพทย์คนหนึ่ง มีอาชีพทำหน้าที่ให้ปรึกษาคนไข้ อยู่มาวันหนึ่งเขาเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่เขาตอบคนไข้ไปมันไม่จริง เหมือนโกหกไปวันๆ คำตอบเป็น pattern ไม่ได้มาจากของจริง เขาเลยตัดสินใจเดินทางรอบโลกเพื่อค้นหาว่า จริงๆแล้วนิยามความสุขคืออะไรกันแน่ ในระหว่างทางเขาก้อได้จดบันทึกนิยามความสุขที่เขาได้พบเจอไปดัวย หนังจบลงที่เขาได้ค้นพบนิยามความสุขจริงๆแต่ไม่ใช่เพื่อคนไข้เขา กลับเป็นตัวเขาเอง ผมดูจบด้วยความประทับใจและยังฟินอยู่ เลยไป search หาว่าบันทึกนิยามความสุขของ Hector มีไรบ้าง มีคนโพสและแปลไว้ในเน็ต เลยเอามาแบ่งปันคับ 
" บันทึกนิยามความสุข " จากนายเฮคเตอร์ นำมาฝากกัน

1. Making comparisons can spoil your happiness
ความสุขจะลดลงถ้ามีการนำไปเทียบ

2. Happiness often comes when least expected
ถ้าคาดหวังน้อย ความสุขจะมา

3. Many people only see happiness in their future
หลายๆคนมองแต่ความสุขในอนาคต

4. Many people think happiness comes from having more power or more money
และหลายๆคน ก็คิดว่าความสุขมาจากการมีอำนาจหรือเงิน

5. Sometimes happiness is not knowing the whole story
บางครั้งความสุขเกิดจากการที่ไม่รู้ในทุกเรื่อง

6. Happiness is a long walk in beautiful, unfamiliar mountains
ความสุขคือการเดินทางที่สวยงาม ข้ามภูเขาที่ไม่คุ้นเคย

7. It’s a mistake to think that happiness is the goal
มันไม่ใช่นะ ที่คิดว่าความสุขเป็นเป้าหมาย

8. Happiness is being with the people you love; unhappiness is being separated from the people you love
ความสุขเกิดจากการได้เคียงข้างคนที่คุณรัก และไม่สุขทันทีเมื่อโดนพลัดพราก

9. Happiness is knowing that your family lacks for nothing
ความสุขรู้ว่าครอบครัวคุณขาดอะไร 

10. Happiness is doing a job you love
ความสุขคือการได้ทำงานที่คุณรัก

11. Happiness is having a home and a garden of your own
ความสุขอยู่ในบ้านและสวนของคุณเอง

12. It’s harder to be happy in a country run by bad people
ยากที่จะมีความสุข ในประเทศที่ขับเคลื่อนโดยคนไม่ดี

13. Happiness is feeling useful to others
การได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น นั่นแหละความสุข

14. Happiness is to be loved for exactly who you are (People are kinder to a child who smiles)
ความสุขจะอยู่กับคนที่เป็นตัวของตัวเอง (ที่เป็นคนใจดีที่สร้างรอยยิ้มแก่ผู้อื่น)

15. Happiness comes when you feel truly alive
ความสุขจะมาเมื่อคุณมีชีวิตชีวาจากใจ

16. Happiness is knowing how to celebrate
ความสุขคือการเฉลิมฉลองให้เป็นเมื่อควร

17. Happiness is caring about the happiness of those you love
ความสุขคือการได้ใส่ใจในความสุขของคนที่คุณรัก

18. Happiness is not attaching too much importance to what other people think
ความสุขไม่ได้ให้ความสำคัญนักกับสิ่งที่คนอื่นคิด

19. The sun and the sea make everybody happy
ดวงอาทิตย์และทะเล ทำให้ทุกคนมีความสุข

20. Happiness is a certain way of seeing things
ความสุขประกอบจากเส้นทางจากสิ่งที่เห็น

21. Rivalry poisons happiness
การแข่งขันคือยาพิษของความสุข

22. Women care more than men about making others happy
ผู้หญิงใส่ใจในการสร้างความสุขแก่ผู้อื่นมากกว่าผู้ชาย 

23. Happiness means making sure that those around you are happy
ความสุขหมายความถึงความแน่ใจว่าคนรอบตัวคุณมีความสุข

Ref. : http://whatishouldhavelearned.tumblr.com/…/305945350…/hector